#ข่มขืนผ่านจอพอกันที หยุดผลิตซ้ำวัฒนธรรมข่มขืนในสังคมไทย



เมียจำเป็น สวรรค์เบี่ยง แรงเงา เกมร้ายเกมรัก ละครโทรทัศน์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสื่อไทยอีกมากมายที่นำเสนอเรื่องราวความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศในสังคมไทยผ่านมุมมองที่ผลิตซ้ำวัฒนธรรมข่มขืนในสังคมของเรา ฉากข่มขืนในสังคมถูกใช้นำเสนอภาพการแสดงความรัก เช่น ภาพพระเอกข่มขืนนางเอกแล้วในตอนสุดท้ายอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข พระเอกข่มขืนนางเอกเพราะต้องการให้นางเอกเป็นของเขาคนเดียว ใช้เป็นเครื่องมือในการลงโทษ “ผู้หญิง” เช่นคนร้ายส่งคนมาข่มขืนนางเอก นางร้ายถูกข่มขืน หรือถูกใช้เป็นมุกตลก เช่น ตัวละครพูดว่า “เดี๋ยวปล้ำ”เลยนะ หรือมุกตลกข่มขืนอื่นๆ ที่เราได้ยินจนชาชินผ่านสื่อต่างๆ


มันก็แค่ละคร เราดูเอาความบันเทิง

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า สื่อถือเป็นอำนาจอ่อน (Soft Power) ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและสร้างอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติของประชาชนในสังคม อำนาจอ่อนเหล่านี้ทรงพลังมากกว่าอำนาจในรูปแบบอื่นๆ (เช่น กำลังทหาร อาวุธต่างๆ) ในแง่ที่ว่ามันสามารถแทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของเราได้อย่างแนบเนียน ในกรณีนี้ที่ละครไทยและสื่อไทยนำเสนอความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศแบบโลกสวย (Romanticize) ที่ทำให้ประเด็นความรุนแรงทางเพศถูกลดทอนและถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมในที่สุด ทั้งยังเพิ่มทัศนคติที่ส่งเสริมให้วัฒนธรรมข่มขืนเข้มแข็งขึ้นในสังคมอีกด้วย


วัฒนธรรมข่มขืนที่แฝงมากับสื่อและละครไทย เรากำลังทำร้ายสังคมและผู้ประสบความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ

ละครไทยนำเสนอเรื่องราวความรุนแรงทางเพศและการข่มขืนแฝงไปด้วยวัฒนธรรมข่มขืนรวมถึงค่านิยมที่เต็มไปด้วยอคติทางเพศ ไม่ว่าจะเป็น การกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) การโทษว่าความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับเพศที่เกิดขึ้นเป็นความรุนแรงที่ความผิดของเหยื่อเอง เช่นการโทษการแต่งตัว การใช้ชีวิต การตั้งคำถามว่า “ทำตัวอย่างไรให้โดนข่มขืน”, “เอาตัวเองไปไว้ตรงนั้นทำไม” หรือมาในรูปแบบของการตักเตือนเช่น เพราะเธอกลับบ้านดึก เพราะเธอแต่งตัวโป๊ หรือเพราะเธออ่อยเขาก่อนหรือเปล่า

วัฒนธรรมข่มขืน (Rape culture) ป็นคำที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่สังคมทำให้การข่มขืนเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง ทำให้ความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องที่ปกติและปฎิเสธการทำให้การข่มขืนเป็นอาชญากรรมที่รุนแรง ละครไทยนำเสนอเรื่องราวความรุนแรงทางเพศและการข่มขืนแฝงไปด้วยวัฒนธรรมข่มขืนรวมถึงค่านิยมที่เต็มไปด้วยอคติทางเพศ ไม่ว่าจะเป็น การกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) การโทษว่าความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับเพศที่เกิดขึ้นเป็นความรุนแรงที่ความผิดของเหยื่อเอง เช่นการโทษการแต่งตัว การใช้ชีวิต การตั้งคำถามว่า “ทำตัวอย่างไรให้โดนข่มขืน”, “เอาตัวเองไปไว้ตรงนั้นทำไม” หรือมาในรูปแบบของการตักเตือนเช่น เพราะเธอกลับบ้านดึก เพราะเธอแต่งตัวโป๊ หรือเพราะเธออ่อยเขาก่อนหรือเปล่า สื่อและละครไทยมักนำเสนอการตีตรา (Stigmatization) ผ่านภาพผู้ถูกข่มขืนที่ถูกนำเสนอให้เป็นสิ่งของที่เสียหายไร้ราคา (Damaged Goods) ผู้ที่ผ่านการถูกข่มขืนกลายเป็นผู้ที่ต้องอับอาย มีตราบาปไปชั่วชีวิต สังคมพุ่งเป้าไปที่ตัวผู้ถูกข่มขืนแทนที่จะเป็นผู้ที่ข่มขืนที่เป็นอาชญากรที่ไม่เคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น การตีตราและการกล่าวโทษเหยื่อทำให้ผู้ที่ผ่านความรุนแรงทางเพศมานั้นกลัวที่จะพูดเรื่องของตนเองหรือแม้กระทั่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม



สื่อละครไทยยังสร้างความชอบธรรม และลดทอนความรุนแรงในครอบครัว (Domestic violence) ความรุนแรงในคู่รัก (Intimate Partner Violence) และการข่มขืนในคู่แต่งงาน (Marital Rape) พระเอกใช้ความรุนแรงกับนางเอกถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ฟิน คู่รักใช้ความรุนแรงกันถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ ทำให้ผู้ที่กำลังอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ที่รุนแรงมองว่าสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องปกติและไม่สามารถหนีออกจากความรุนแรงนั้นๆได้ 

สื่อและละครไทยยังผูกติดคุณค่าของเพศหญิงไว้กับพรหมจรรย์ ยกตัวอย่างเช่นฉากที่พระเอกข่มขืนนางเอก นางเอกจะต้องเป็น “สาวบริสุทธิ์” ก่อนที่จะเจอพระเอก หรือในกรณีที่นางเอก “เกือบ” จะถูกผู้ร้ายข่มขืน แต่สุดท้ายแล้วเรื่องจะนำเสนอว่าไม่โดนเพราะนางเอกจะต้องรักษา “ความบริสุทธิ์” ไว้เพื่อพระเอก การที่ผู้หญิงเสียตัวก่อนแต่งงาน เท่ากับผู้หญิงคนนั้นมีราคี มีมลทิน และไร้ศักดิ์ศรี ค่านิยมนี้ผูกมัดคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงไว้กับเยื่อพรหมจรรย์และการเป็นกุลสตรีที่ต้องรักนวลสงวนตัว และหากเธอก้าวออกจากกรอบเหล่านี้ เธอจะต้องเผชิญกับการด่าประจานหรือประณามพฤติกรรมทางเพศ “อันไม่เหมาะสม” ของพวกเธอว่าเป็นผู้หญิงที่แรดร่านต่างๆ (Slut-shaming) ซึ่งในขณะเดียวกันก็นำไปสู่ทัศนคติการเหยียดเกลียดชังเพศหญิง(Misogyny) หรือทัศนคติการเกลียดชังเพศหญิงด้วยกันเอง (Internalize Misogyny) ที่ละครนำเสนอผ่านภาพนางร้ายที่จะต้องได้รับบทเรียนที่รุนแรง ยกตัวอย่างเช่นการที่นางร้ายถูกข่มขืนถือว่าสาสาสมแล้ว สื่อนำการข่มขืนมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความยุติธรรม ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ควรมีใครถูกข่มขืนทั้งสิ้นและการข่มขืนนั้นอยู่ตรงข้ามกับความยุติธรรมโดยสิ้นเชิง นอกจากการสร้างความชอบธรรมให้การข่มขืนแล้ว สื่อละครไทยยังสร้างความชอบธรรม และลดทอนความรุนแรงในครอบครัว (Domestic violence) ความรุนแรงในคู่รัก (Intimate Partner Violence) และการข่มขืนในคู่แต่งงาน (Marital Rape) พระเอกใช้ความรุนแรงกับนางเอกถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ฟิน คู่รักใช้ความรุนแรงกันถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ ทำให้ผู้ที่กำลังอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ที่รุนแรงมองว่าสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องปกติและไม่สามารถหนีออกจากความรุนแรงนั้นๆได้


นอกจากนี้ยังเกิดการเลียนแบบความรุนแรงนั้น ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่เด็กประถม 3 ข่มขืนเด็ก ป. 1 ทำให้เกิดการทำซ้ำความรุนแรงจนคนในสังคมเคยชิน การเหมารวมในเรื่องเพศ (Gender Stereotypes) ยังถูกนำเสนอจากแทบจะทุกสื่อไทย ภาพพระเอกที่จะต้องไม่อ่อนแอ แข็งกร้าว ปากแข็งและไม่เปิดเผยความในใจ นางเอกต้องเป็นผู้หญิงที่ดีและมีศักดิ์ศรี ส่วนนางร้ายจะต้องอยู่ตรงข้ามกับนางเอก แต่งตัวฉูดฉาดและชอบเหวี่ยงวีน อีกทั้งสื่อยังยื่นบทที่ฝ่ายหญิงไม่สามารถแก้ปัญหาได้หากปราศจาก “ความช่วยเหลือ” ของฝ่ายชายเสียทุกครั้ง สื่อไทยให้ความหมาย และสะท้อนบทบาทความเป็นหญิงเป็นชายให้กับผู้ชมคนดู ทำให้ผู้ที่ไม่ปฎิบัติตนตามค่านิยมหญิงชายเหล่านั้นถูกกีดกันและกดทับจากระบบโครงสร้างสังคม ซ้ำร้ายละครไทยและสื่อไทยยังส่งต่อภาพเหยื่อในอุดมคติ (Perfect victim)ให้กับสังคม ภาพเหยื่อที่ต้องดิ้นรนกรีดร้อง มีบาดแผลทางร่างกายและจิตใจที่ชัดเจน ซึ่งทำให้สังคมเพิกเฉยหลงลืมไปว่าในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ถูกข่มขืนนั้นสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบแตกต่างกัน มายาคตินี้ทำให้สังคมยัดเยียดให้ผู้ถูกกระทำต้องตอบสนองและแสดงออกตามที่สังคมต้องการ และแสดงออกผ่านมายาคติความเชื่อเกี่ยวกับการถูกข่มขืน ซึ่งทำให้ผู้ที่ถูกข่มขืนหรือประสบความรุนแรงทางเพศไม่กล้าที่จะพูดเรื่องราวของตัวเองและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ถูกประกอบสร้างมาจากมายาคติความเชื่อเกี่ยวกับการถูกข่มขืนหรือภาพเหยื่อในอุดมคติ ผู้ที่พยายามจะเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเองกลับต้องเผชิญกับการข่มขืนซ้ำจากกระบวนการยุติธรรมและการตีตราจากสังคม


วัฒนธรรมข่มขืนและ #ข่มขืนผ่านจอส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและรุนแรงกับสังคม ผู้ถูกกระทบจากกความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ไม่ว่าจากการข่มขืน การล่วงละเมิดทางเพศ ผู้ที่ประสบความรุนแรงในครอบครัว ถูกข่มขืนซ้ำและประสบความรุนแรงซ้ำๆจากการรับชม รวมถึงถูกตีตราจากสังคมทำให้ไม่กล้าเปิดเผยและขอความช่วยเหลือ ความรุนแรงเหล่านี้ถูกมองให้เป็นเรื่องปกติและส่งต่อค่านิยมความรุนแรงเหล่านี้จนสังคมเคยชิน


เราทำอะไรได้บ้างในฐานะผู้บริโภคสื่อ?

หากเราต้องการสร้างความเท่าเทียมในสังคม ผู้คนในสังคมไม่สามารถอยู่โดยปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคมได้ เช่นเดียวกับในกรณีการแบนละครที่นำเสนอค่านิยมและวัฒนธรรมข่มขืนผ่านจอ ในฐานะปัจเจกบุคคลที่เป็นผู้บริโภคภายใต้ระบบทุนนิยม เราสามารถเลือกบริโภคสื่อได้เฉกเช่นเดียวกับการเลือกบริโภคสินค้าและบริการชนิดอื่นๆ การการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ การแบนละคร นักแสดง สปอนเซอร์ หรือผู้จัดล้วนเป็นหนึ่งในวิธีการส่งเสียงของผู้บริโภคให้ผู้ผลิตได้ยินและปรับปรุงแก้ไขผลิตภัณฑ์ของตนเองหากต้องการมีพื้นที่ในตลาดต่อไป การแบนสปอนเซอร์เปรียบเสมือนการตัดท่อน้ำเลี้ยงที่สนับสนุนกับสื่อนั้นๆโดยตรง ยกตัวอย่างเช่นกรณีการ #แบนเนชั่น ที่ช่องต้องปรับปรุงการนำเสนอข่าวเนื่องจากสปอนเซอร์ที่สนับสนุนนั้นเริ่มถอนตัว สิ่งเหล่านี้ถือเป็นกรอบทุนนิยมอย่างมีจิตสำนึก (Conscious capitalism) ที่เราสามารถทำได้เพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้น การร้องเรียนผ่านคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.โดยตรงถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคที่ส่งเสียงและแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้เสพสื่อด้วยเช่นกัน ( โทร 1200 หรือ อีเมล: tcp.service@hotmail.com) ทั้งนี้สิ่งที่ภาคประชาสังคมสามารถทำได้คือส่งเสริมนักเขียนนวนิยาย หรือผู้จัดละครหน้าใหม่ที่มีความเข้าใจปัญหาและไม่ผลิตซ้ำความรุนแรงเพื่อให้สามารถทำละครที่ชี้นำสังคมได้มากขึ้น


อย่างไรก็ตาม ผู้มีอำนาจสูงสุดในการจัดการ #ข่มขืนผ่านจอ นั้นคือภาครัฐ โดยภาครัฐสามารถเข้ามากำหนดนโยบายป้องกันความรุนแรงผ่านสื่อ จัดงบประมาณเพื่อประชุมผู้ประกอบการสื่อ จัดอบรมผู้ประกอบการ แนะนำนโยบายและมีการประเมินผลเป็นประจำ ให้รางวัลสื่อที่นำสังคมป้องกันความรุนแรง ให้ทุนส่งเสริมผู้ผลิตสื่อหน้าใหม่ ให้โอกาสสื่อที่ดีฉายในช่องฟรีทีวี จัดเรตละครอย่างมีเหตุผลและเคร่งครัด รวมถึงออกมาแสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์สื่อที่ผลิตซ้ำความรุนแรงด้วย


เราคาดหวังอะไรจากสื่อไทย

สื่อไทยมักนำวาทกรรม “สื่อไทยสะท้อนสังคม” มาใช้เสมือนเป็นเกราะป้องกันในการนำเสนอความรุนแรงและวัฒนธรรมข่มขืน อีกนานแค่ไหนที่เราจะต้องนำความเน่าเฟะและปัญหาในประเทศของเราออกมาตีแผ่ อีกนานแค่ไหนที่เราจะต้องสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมา ใครกันที่เราต้องการสะท้อนภาพเหล่านี้ให้เขาเห็น และที่สำคัญที่สุด อีกนานแค่ไหนที่เราจะมีสื่อน้ำดีที่ชี้นำสังคมให้เดินไปข้างหน้า เราคาดหวังว่าสื่อไทยและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะมีจิตสำนึกและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยเช่นกัน เราต้องการเห็นสื่อแสดงความรับผิดชอบที่ผลิตซ้ำวัฒนธรรมข่มขืนทั้งในอดีตและปัจจุบัน ยุติการเผยแพร่ละครทันทีจากช่องทางสำหรับการรับชมย้อนหลัง จัดทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่มีการฉายซ้ำ หรือผลิตซ้ำละครเรื่องนี้โดยไม่มีการแก้ไขบทให้เหมาะสมก่อน ไม่ใช่แค่เพียงการตัดฉากที่มีปัญหาออก หรือการจัดเรทติ้ง ให้ข้อมูลแก่สาธารณชนว่าละครเรื่องนี้ผิดอย่างไร และการฉายละครเรื่องนี้ในสื่อหลักสร้างความเสียหายให้สังคมอย่างไรบ้าง แสดงความขอโทษแก่ผู้เสียหายโดยตรง ซึ่งคือผู้ประสบความรุนแรงทางเพศ ผู้ประสบความรุนแรงจากคู่รัก/ครอบครัว และผู้มีประสบการณ์ถูกล่วงละเมิด/คุกคามทางเพศ/และเยาวชนรุ่นใหม่ที่กำลังถูกสื่อเหล่านี้หล่อหลอมให้คิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ แสดงความขอโทษแก่สังคมที่ผลิตซ้ำสื่อที่สร้างความเจ็บปวด ตอกย้ำค่านิยมความรุนแรง แนะนำช่องทางเยียวยาสำหรับผู้ชมที่ได้รับความเจ็บปวดจากการรับชมละคร เช่น การแนะนำหน่วยงานที่ผู้ชมสามารถติดต่อเพื่อขอรับความช่วยในกรณีที่ได้ความเจ็บปวดจากการรับชมละคร หน่วยงานสำหรับติดต่อในกรณีที่ผู้ชมตระหนักว่าตนเองตกเป็นเหยื่อความรุนแรงคล้ายที่ละครนำเสนอ เปิดรับความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ จัดให้มีการสัมมนาแนวทางการสร้างสรรค์ละครในอนาคตและตรวจสอบเนื้อหาสื่อและละครก่อนการอนุมัติ สังคมนี้เป็นของพวกคุณเช่นกัน และในฐานะผู้อยู่อาศัยในสังคมนี้ คุณมีส่วนรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมข่มขืนที่คุณนำเสนอมันอย่างภาคภูมิ ในฐานะสื่อ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนผู้บริโภค และทำหน้าที่ของคุณในฐานะสื่อที่ชี้นำสังคมให้ดีขึ้นและตระหนักรู้ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นสังคมต่อไป


16 views0 comments