จาก #MenAreTrash ถึง #NotAllMenButAllWoMen : เสียงร้องตะโกนของผู้หญิงที่เผชิญความรุนแรงทางเพศ


“Like so many women on here, I’m thinking about Sarah Everard, her family and friends. That could have been any of us. There’s so much emphasis on teaching girls how to be safe as though that will protect us, when really we need a different conversation: how to end male violence
- Rosamund Urwin-

เฉกเช่นเดียวกับผู้หญิงทุกคนที่นี่ สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ สังคมย้ำเตือนสั่งสอนผู้หญิงเสมอว่าทำอย่างไรพวกเธอจะปลอดภัย ทั้ง ๆที่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เราต้องการคือ วิธีการที่จะหยุดความรุนแรงจากผู้ชาย

ชะตากรรมที่โหดร้ายของ Karabo Mokoena หญิงสาวที่ถูกฆาตรกรรมและเผาร่างโดยแฟนเก่าของเธอ ผลักดันให้แฮชแทก #MenAreTrash ขึ้นมาเป็นกระแสสังคมที่โด่งดังบนโลกออนไลน์ ผู้หญิงมากมายออกมาบอกเล่าประสบการณ์ความรุนแรงที่พวกเธอต้องเผชิญ ความกลัวและความไม่ปลอดภัยที่พวกเธอรู้สึกเพียงเพราะเดินกลับบ้านเวลากลางคืน หรือเพียงเพราะนั่งอยู่ลำพังบนรถสาธารณะกับผู้โดยสารผู้ชาย ความโกรธ ความกลัว ความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่ผู้หญิงทั่วโลกเผชิญถูกบีบอัดและส่งต่อออกมาด้วยคำสามคำสั้นๆ “Men Are Trash” ประสบการณ์ร่วมที่ผู้หญิงต้องเผชิญนับแต่วันที่พวกเธอถูกจับยัดใส่กล่องแปะป้ายว่าเธอเป็นเพศหญิงถูกขับเน้นและส่งไปถึงผู้ชายภายใต้สังคมที่ครอบทับด้วยปิตาธิปไตยภายใต้คำสามคำสั้นๆนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในเวลาที่เสียงของผู้หญิงดังพอที่สั่นสะเทือนโครงสร้างที่ค้ำจุนอำนาจของความเป็นชายแล้ว ความเป็นชายที่เปราะบาง (Fragile Masculinity) และไม่เคยชินกับการที่สังคมมองว่าพวกเขา “เป็นขยะ” ก็ลุกขึ้นมาโต้กลับวาทกรรมนี้ด้วย #NotAllMen (ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนสักหน่อยที่จะ…) หรือโต้แย้งว่าประโยคนี้โจมตีและเหมารวมผู้ชายอย่างไร้เหตุผล พวกเขาเลือกที่จะรับรู้ว่าประโยคนี้สร้างมาเพื่อโจมตีพวกเขาในฐานะปัจเจกบุคคล แต่โจมตีโครงสร้างชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากลึกในสังคมที่เอื้อให้เพศชายมีอำนาจมากกว่า และบดบังเสียงของผู้ที่ถูกกดทับและมองว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเพศหญิงเป็นเพียงเรื่องที่ปกติธรรมดาหรือเป็นความผิดของผู้หญิงเอง

แม้ว่าในเวลาที่เสียงของผู้หญิงดังพอที่สั่นสะเทือนโครงสร้างที่ค้ำจุนอำนาจของความเป็นชายแล้ว ความเป็นชายที่เปราะบาง (Fragile Masculinity) และไม่เคยชินกับการที่สังคมมองว่าพวกเขา “เป็นขยะ” ก็ลุกขึ้นมาโต้กลับวาทกรรมนี้ด้วย #NotAllMen (ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนสักหน่อยที่จะ…) หรือโต้แย้งว่าประโยคนี้โจมตีและเหมารวมผู้ชายอย่างไร้เหตุผล


#NotAllMen ไม่ช่วยอะไร แต่สร้างปัญหายิ่งกว่าเดิม


ภายใต้ระบอบชายเป็นใหญ่ที่ครอบทับสังคมเราอยู่นั้นหล่อหลอมวัฒนธรรมค่านิยม "ความเป็นชาย" ที่กดทับผู้ชายด้วยเช่นกัน การตอบกลับว่า Not All Men นั้นไม่ช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มักเกิดขึ้นโดยผู้ชาย หากแต่เป็นการเบี่ยงประเด็นเพื่อปฎิเสธปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพราะรู้สึกว่ามีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบ บวกกับความเชื่อที่ว่ามีแค่ผู้ชายเท่านั้นที่ปกป้องผู้หญิงได้ อยากจะเชื่อว่าตัวเองแตกต่างจากผู้ชายแย่ๆ ผู้ชายที่ใช้ความรุนแรง ถ้าผู้หญิงอยากปลอดภัยต้องให้ตัวเองมาช่วยดูแล โดยจิตใต้สำนึกที่ทำให้บ่ายเบี่ยงการรับผิดชอบนี้มาจากความเชื่อภายใต้ระบบปิตาธิปไตยที่หล่อหลอมให้ผู้ชายคิดว่าตนเองเหนือกว่าทุกเพศ และการถูกปลูกฝังวิธีเลือกปฎิบัติต่อเพศอื่นๆในสังคมชายเป็นใหญ่ที่ทุกคนได้รับ


การโต้กลับด้วย Not All Men ยังแฝงไปด้วยความต้องการที่จะควบคุมพฤติกรรมและเสียงของผู้หญิง ทำให้พวกเขาเลือกที่จะลดทอนคุณค่า เนื้อความหรือความหมายของสารจากผู้พูด(Tone Policing)ด้วยการมุ่งเป้าไปที่การโจมตี "ลักษณะคำ" "น้ำเสียง" "อารมณ์" "ท่าที" หรือ"อารมณ์"ของผู้พูดแทน พวกเขาเลือกที่จะโกรธเคืองคำว่า "ขยะ" และบอกปัดว่า "แต่ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้น" แทนที่จะโกรธเคืองผู้ชายด้วยกันที่กระทำความรุนแรงกับผู้หญิง ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง


#YesAllWomen และ #AllMenCan เพราะสิ่งที่ผู้ชายกลัวคือการถูกหัวเราะเยาะ แต่ผู้หญิงนั้นกลัวว่าผู้ชายเหล่านั้นจะฆ่าเธอ


ผู้ชายมองเห็นเพียงคำว่า “ขยะ” ที่ทิ่มแทงพวกเขาแทนที่จะเป็นความโกรธและกลัวของผู้หญิงที่พวกเธอตะโกนร้องออกมา 

เหตุการณ์กราดยิงในแอตแลนต้า ที่ผู้ชายกราดยิงผู้หญิง 6 คนเพียงเพราะพวกเธอปฎิเสธความรักของเขา การกระทำของเขาถือเป็นการสังหารผู้หญิงด้วยความเกลียดชัง (Femicide) เขาโพสต์คลิปวิดีโอประณามผู้หญิงที่ปฎิเสธความรักของเขา และคลิปอื่นๆที่กล่าวโทษผู้หญิงเพียงเพราะความเป็นชายที่เปราะบางของเขาถูกทำลาย เช่น คลิปที่มีชื่อว่า 'ทำไมผู้หญิงถึงเกลียดฉันมากนัก?' (Why do girls hate me so much?) หรือ 'ชีวิตไม่ยุติธรรมเพราะผู้หญิงไม่ต้องการฉัน' (Life is so unfair because girls don't want me) #AllMenAreTrash ถูกนำกลับมาใช้พูดถึงความรุนแรงที่ผู้หญิงประสบพบเจอและภาวะความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity) ที่กัดกร่อนทำลายสังคมอยู่อีกครั้ง และเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผู้หญิงพยายามพูดเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเธอโดยเพศชาย ผู้ชายมองเห็นเพียงคำว่า “ขยะ” ที่ทิ่มแทงพวกเขาแทนที่จะเป็นความโกรธและกลัวของผู้หญิงที่พวกเธอตะโกนร้องออกมา #NotAllMen ถูกนำมาใช้โต้กลับและปกป้องสถานะความเป็นชายของพวกเขาไว้ “ผู้ชายทุกคนไม่ได้ข่มขืนผู้หญิงสักหน่อย ผู้ชายทุกคนไม่ได้ฆ่าผู้หญิงนะ”


แน่นอนว่าผู้ชายทุกคนไม่ได้เป็นนักข่มขืน แน่นอนว่าผู้ชายทุกคนไม่ได้เป็นฆาตรกร และจริงแท้แน่นอนว่าผู้ชายทุกคนไม่ใช่ขยะ แต่ผู้หญิงทุกคนนั้นรู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาเธอต้องอยู่ท่ามกลางผู้ชายทุกคน ผู้หญิงทุกคนเคยถูกทำละเมิด ลวนลามและทำให้รู้สึกไม่สบายจากผู้ชาย ซึ่งผู้ชายที่กู่ก้องร้องตะโกนโต้ตอบเราว่า #NotAllMen ก็ไม่ได้พยายามที่จะพังทลายสังคมที่ครอบทับไปด้วยปิตาธิปไตยนี้ ผู้ชายทุกคนก็ไม่ได้หันไปสะกิดเพื่อนของเขาเพื่อบอกว่าการแซวผู้หญิงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ผู้ชายทุกคนก็ไม่ได้พยายามที่จะห้ามปรามและทำให้ผู้ชายคนอื่นๆตระหนักรู้เรื่องความรุนแรงที่เกิดจากผู้หญิง #YesAllWomen ถูกนำมาใช้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพวกเธอที่ต้องอยู่กับความกลัวที่เกิดจากความรุนแรงโดยเพศชายและในเวลาต่อมา #AllMenCan และ #NotAllMen ก็ถูกนำมาใช้เสนอวิธีการที่เพศชายจะสามารถทำให้สังคมปลอดภัยมากขึ้นสำหรับเพศหญิง


Yes! #NotAllMenbutAllWomen (แน่นอน! ไม่ใช่เพศชายทุกคนที่เป็นขยะแต่เพศหญิงทุกคนนั้นเผชิญกับความรุนแรง)



ในทุกๆหนึ่งชั่วโมงมีผู้หญิงหกคนถูกฆ่าตายโดยเพศชาย หนึ่งในสามของเพศหญิงบนโลกใบนี้เผชิญกับความรุนแรงจากผู้ชาย เพศหญิงแทบจะทุกคนบนโลกใบนี้เคยถูกล่วงละเมิด ลวนลามหรือแซวจากผู้ชาย กระแส #MenAreTrash กลับมาอีกครั้งพร้อมกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับ Sarah Everard หญิงสาวที่ถูกลักพาตัวในระหว่างเดินกลับบ้านและพบว่าถูกฆาตรกรรมในเวลาต่อมา #NotAllMenButAllWomen ถูกนำมาใช้บนโลกออนไลน์อีกครั้งหลังเพื่อตอกย้ำความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในทุกๆวัน อย่างไรก็ตามในครั้งนี้เราเห็นได้ชัดว่าพันธมิตรเพศชายมากมายที่เข้ามาร่วมประณามและช่วยกันส่งเสียงของพวกเขาเพื่อบอกเพศชายด้วยกันถึงวิธีที่พวกเขาจะสามารถทำได้เพื่อหยุดความรุนแรงต่อเพศหญิง


จาก #Metoo จนถึง #MenAreTrash และล่าสุด #NotAllMenButAllWomen อีกกี่แฮชแท็กในโซเชียลมีเดีย ผู้หญิงจึงจะรู้สึกปลอดภัยเวลาเดินบนท้องถนนตอนกลางคืน อีกกี่แคมเปญเพื่อหยุดยั้งความรุนแรงทางเพศ จึงจะหยุดยั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่ อีกกี่ชีวิตของผู้หญิงที่ต้องสังเวย ปัญหาความรุนแรงทางเพศจึงจะจบลง วาทกรรม #MenAreTrash ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่มันบอกเล่าความโกรธ ความกลัว และความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่ผู้หญิงต้องเผชิญในทุกๆวันของชีวิตพวกเธอ

หากพวกคุณไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจที่จะหยุดความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเพศหญิงก่อนหน้าที่จะเกิด#MenAreTrash พวกคุณก็ไม่ควรตอบโต้เราด้วย #NotAllMen เช่นกัน


171 views0 comments