รัฐและความเป็นแม่ : หน้าที่ของผู้หญิงคือการเป็นแม่จริงเหรอ?

โฆษณาประกันชีวิตที่แสนจะซาบซึ้งที่ยกยอบทบาทความเป็นแม่อันยิ่งใหญ่ การเป็นแม่ที่เสียสละเพื่อลุกได้ทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของตนเอง สื่อที่จะสะท้อนภาพการเป็นแม่ที่ดี คำกล่าวที่ว่าผู้หญิงทุกคนนั้นต้องเป็นแม่ ความเชื่อว่าผู้หญิงมีสัญชาติญาณความเป็นแม่ขับเน้นแนวคิดที่ว่าบทบาทสูงสุดในชีวิตของผู้หญิงคือการได้เป็นแม่คน ความคาดหวังในการเป็นแม่ที่ดี ภาระการเลี้ยงดูและการทำงานบ้านถูกโยนไปให้ผู้ที่มีความสามารถในการตั้งครรภ์แต่เพียงผู้เดียวแนวคิดเรื่องบทบาทของผู้หญิงกับความเป็นแม่กลายเป็นเรื่องที่เป็นสากลในสังคมเราไปแล้ว


แล้วใครเป็นคนสร้างภาพลักษณ์และบทบาทความเป็นแม่ในสังคมไทยล่ะ

คำตอบคือรัฐ มายาคติบทบาทความเป็นแม่และความเป็นผู้หญิงนั้นถูกขับเน้นโดยอุดมการณ์ของรัฐ ผู้ที่สามารถตั้งท้องได้มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการผลิตประชากรเพื่อสร้างชาติ ทั้งในแง่ของปริมาณ(นโยบายให้มีลูกหลายคน)และในแง่ของคุณภาพ (การอบรมเลี้ยงดู,สัญชาติญาณความเป็นแม่) ในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ความเป็นแม่ถูกเน้นย้ำโดยนโยบายของรัฐ ในการผลักดันให้ผู้หญิงมีลูกเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างชาติ กำหนดหน้าที่เลี้ยงดูลูกเป็นของผู้หญิง เชิดชูการทำหน้าที่แม่โดยการจัดงานวันแม่แห่งชาติ รัฐเข้ามาควบคุมเนื้อตัวร่างกายของผู้ที่มีความสามารถในการตั้งท้อง ครอบครองร่างกายของคนเหล่านี้ และทำให้ร่างกายของพวกเธอเป็น “ร่างกายของชาติ” ผู้หญิงในสมัยนั้นกลายเป็นดอกไม้ของชาติ เป็นแม่พิมพ์ของชาติ เป็นแม่พันธุ์และเป็นแม่ศรีเรือน อุดมการณ์ของรัฐผลักภาระให้ผู้หญิง เมื่อยามสร้างชาติผู้หญิงต้องเป็นแม่และเมียที่ดี เมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา ผู้หญิงก็ต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัวด้วย


แม้แต่ในปัจจุบันรัฐก็ยังพยายามที่จะทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของมดลูกของผู้ที่สามารถตั้งท้องได้ รัฐไทยพยายามนำเสนอโครงการ”ส่งเสริมสาวไทยแก้มแดงมีลูกเพื่อชาติ ด้วยวิตามิน แสนวิเศษ" ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2569) ว่าด้วย การส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ เนื่องอัตรการเกิดของประชากรที่ลดน้อยลง นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอีกครั้งว่า ร่างกายของผู้ที่สามารถตั้งท้องได้เป็นร่างกายของรัฐ มดลูกของพวกเธอเอง แกลายเป็นของสาธารณะที่ใช้ขับเคลื่อนอุดมการณ์ของรัฐ

ความเป็นแม่

แอน โอ๊กลีย์ (Ann Oakley) ได้นำเสนอผ่านหนังสือ Becoming a mother ได้นำเสนอว่าความเป็นแม่เป็นมายาคติที่อยู่บนความเชื่อสามประการ

1. ผู้หญิงทุกคนต้องการเป็นแม่

2. ผู้หญิงทุกคนต้องการลูก

3. เด็กทุกคนต้องการแม่


เฟมินิสต์มองว่า ความเป็นแม่นั้นไม่ได้หมายความว่า “แค่เพียงมีลูกก็เป็นแม่ได้” แต่ต้องมีองค์ประกอบอื่นๆที่หลอมรวมให้มีความเป็นแม่ด้วย เช่น ต้องมีพื้นที่ในการเป็นแม่ (บ้าน) งานของแม่ (เลี้ยงลูก) และแม่ที่ทำตัวดีในสังคมเท่านั้นจึงจะเป็นแม่ที่ดี


ความเป็นแม่ที่ถูกทำให้เป็นสถาบันจะเรียกร้องและให้ความสนใจกับ “สัญชาตญาณความเป็นแม่” มากกว่าความเฉลียวฉลาด ความสามารถ หรือความเข้าใจในตัวตนของผู้หญิง เรียกร้องให้ผู้ที่เป็นแม่ให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ต่อผู้อื่นมากกว่าการเป็นปัจเจกบุคคลของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผูกโยงผู้หญิงอยู่กับคนอื่นตลอดเวลา ความเป็นอัตบุคคลของแม่ถูกลบเลือนหายไป คำว่าสัญชาติญาณความเป็นแม่ถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อในสังคมไทย ยกตัวอย่างเช่นในละครบางเรื่องที่แม้ว่านางเอกจะเป็นคนที่ทำงานเก่งมีความสามารถ ละครสะท้อนให้เห็นนางเอกในเชิงลบและบกพร่องแต่ว่าจนถึงจุดๆหนึ่งที่นางเอกกลับมาอยู่ในพื้นที่ของแม่ ทำหน้าที่แม่ จึงกลายเป็นแม่ที่ดีได้


มายาคติเหล่านี้ทิ่มแทงและเป็นสาเหตุแห่งความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศมาช้านาน คำกล่าวที่ว่าไม่มีแม่คนไหนไม่รักลูก เมื่อลูกทำความผิด แม่จะถูกกล่าวโทษเป็นคนแรกๆถึงวิธีการสั่งสอนเลี้ยงดู คำกล่าวประณามที่ว่า “เลวยิ่งกกว่าหมา หมามันยังรักลูกมัน” ที่มักใช้ด่าผู้ที่เลือกการยุติการตั้งครรภ์ หรือเอาเด็กไปทิ้ง ภาพเหล่านี้ไม่มีความเป็นพ่อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผู้หญิงรับภาระและภาพลักษณ์แห่งความเป็นแม่เพียงลำพัง

ตัวอย่างมายาคติความเป็นแม่ที่ควรหมดไป

1. ผู้หญิงทุกคนมีสัญชาตญาณความเป็นแม่

2. ไม่มีแม่ที่ไม่รักลูก

3. แม่ทุกคนรู้วิธีการเลี้ยงดูลูก

4. พ่อเลี้ยงเดี่ยว/ พ่อที่เลี้ยงดูลูกควรได้รับการเชิดชู

5. ผู้หญิงเท่านั้นที่ตั้งครรภ์ได้

6. ผู้หญิงทุกคนต้องการมีลูก

เห็นได้ชัดมากว่าสังคมมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการตอกย้ำว่าธรรมชาติของผู้หญิงกับ “อาชีพแม่” เป็นของคู่กัน เพราะทางเลือกอื่นๆนั้นล้วนมีราคาแพงเกินไป
Clearly, society has a tremendous stake in insisting on a woman's natural fitness for the career of mother: the alternatives are all too expensive. - Ann Oakley


4 views0 comments