สรุปเสวนาประเด็นความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศต่อชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา Voices From Friends ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศกับชุมชน LGBTQIAN+” เนื่องในโอกาสที่เดือนมิถุนายนเป็นเดือนแห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิของสมาชิกชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ Pride Month โดยเรามีผู้ร่วมเสวนาในประเด็นนี้ ได้แก่ คุณคิวเบเลย์ คณิสิต พ่วงอำไพ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Non-Binary Thailand นอกกล่องเพศ ; NON-BINARY คุณปาร์คเกอร์ ภารวี อากาศน่วม ผู้ก่อตั้งเพจ AroAce-clusionist: Aromantic & Asexual Exist และ คุณพรีส ณฐกมล ศิวะศิลป ทนายความด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ และ นักขับเคลื่อนสิทธิบุคคล Intersex สมาชิกกลุ่ม Non-Binary Thailand


ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศที่เกิดขึ้นกับชุมชน LGBTQIAN+ มีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งความรุนแรงทางตรงที่เห็นได้ง่าย มีผู้กระทำชัดเจน ไปจนถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ทำงานผ่านระบบต่างๆเพื่อจำกัดสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่เป็นต้นตอในการผลิตกรอบความคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ได้มาตรฐานในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแนวคิดชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) และ ระบบทวิลักษณ์ หรือ ระบบสองเพศ (Binary System)


คุณปาร์คเกอร์ได้ระบุว่าความรุนแรงชนิดนี้คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากเพศของผู้ถูกกระทำ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเกิดขึ้นแค่ทางตรง ส่งผลกับร่างกายเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วยังรวมถึงความรุนแรงด้านอื่นที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอีกด้วย


คุณพรีสได้ยกตัวอย่างความรุนแรงจากระบบทวิลักษณ์ การที่สังคมมองว่าโลกนี้มีเพียงแค่สองเพศเท่านั้น ทำให้สังคมจึงพยายามจัดประเภทคนที่ไม่ได้ปฏิบัติตามบรรทัดฐานให้อยู่ในกล่อง 2 ใบนี้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรุนแรง เช่น การบังคับแต่งงาน อีกทั้งในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศก็มีการส่งต่อความรุนแรงเช่นเดียวกัน เช่น ทรานส์เมน (Transmen) บางคนกลับไม่ถูกยอมรับว่าเป็นทรานส์เมน เพียงเพราะว่าไม่สามารถเข้าถึงหรือเลือกที่จะไม่ใช้วิธีทางการแพทย์เพื่อไปอยู่ในกล่องของเพศชายทั้งที่พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นทรานส์เมนเต็มตัว

อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน คุณคิวได้ยกตัวอย่างการที่สังคมตัดสินเพศสภาพและเพศวิถีของคนอื่นอย่างผิดๆ โดยการคิดว่าเนื่องจากเขาแต่งตัวแบบนี้ มีวิธีพูดแบบนี้ เขาต้องเป็นเพศนี้แน่ๆเลย ซึ่งการกระทำนี้ย่อมลดทอนตัวตน และนำสิ่งที่คนแสดงออกไปผูกไว้กับ Stereotype ที่ผู้พูดมีต่อเพศนั้นๆ ซึ่งความรุนแรงนี้สร้างบาดแผลที่มองไม่เห็น คนก็ยิ่งไม่เข้าใจ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มนอนไบนารี (Non-binary) ที่ก่อนหน้านี้คนจำนวนมากไม่เข้าใจ การอยู่นอกกรอบชายหญิงอย่างที่คุ้นเคย

“คนไม่เข้าใจความเป็น Non-Binary อธิบายแล้วก็ลืมหรือเพิกเฉย ถูกถามซ้ำ ๆ ถูกตั้งคำถามซ้ำ ๆ กับสิ่งที่เป็นตัวเรา การต้องอธิบายซ้ำ ๆ มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด” - คุณคิวเบเลย์ คณิสิต พ่วงอำไพ

คิดอย่างไรกับคนที่บอกว่า ยิ่งแบ่งเพศ ยิ่งเหลื่อมล้ำ เราควรสลายเพศทั้งหมด ไม่เห็นต้องมี LGBTQIAN+ เลย

คุณคิวเล่าถึงประสบการณ์ที่เจอว่า หลังจากบอกนิยามเพศตัวเอง คู่สนทนาก็จะตอบกลับว่า เราไม่ควรนิยามเพศอีกแล้วนะ โลกข้างหน้าไม่มีเพศแล้ว ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจะถามไปเพื่ออะไร? ถ้าโลกเรามีนิยามเพศเป็นหมื่นล้านอย่าง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ก็เหมือนกับการที่คนเราเรียกชื่อตัวเองต่างกัน ฉะนั้นอยากให้ถามตัวเองว่า ที่คุณไม่อยากให้มีเพศ จริงๆแล้วเธอพูดถึงยูโทเปีย หรือแค่ไม่ต้องการเข้าใจความหลากหลายของคนอื่นกันแน่?“ การสลายเพศ สลายความหลากหลายทางเพศไป สุดท้ายโลกจะกลับมาสู่โลกไบนารี่เหมือนเดิม ทำให้ทุกคนกลับกลายมาเหลือเป็นแค่หญิงชายตามเพศกำเนิดที่ถูกยอมรับอยู่แล้วแต่แรก การเบรกเจนเด้อไบนารี่คือการพูดบอกเพศที่หลายหลายของพวกเราออกมา ถ้าเราเงียบลงเมื่อไหร่ โลกจะเหลือแค่เพศไบนารี่ไปตลอดกาล เป็นการพรากเอาอำนาจ” – คุณคิวเบเลย์ คณาสิต พ่วงอำไพ


การที่ตัวตนของเรา เช่น สำนึกทางเพศ เพศวิธี ถูกมองข้าม กลายเป็นความรุนแรงอย่างไร

“การถูกหลงลืมเพิกเฉยถือเป็นการลดทอนการนิยามตัวเองของเจ้าตัว เป็นการลดอำนาจในการนิยามตัวเองของเค้า เพราะฉะนั้นเพิกเฉย คือการไปยึดอำนาจเค้าซึ่งถือเป็นความรุนแรง” - คุณปาร์คเกอร์ ภารวี อากาศน่วม

โดยเฉพาะกลุ่มคน Asexual และ Aromantic ที่มักถูกมองข้ามเพราะค่านิยมของสังคมบอกเราว่าทุกคนต้องมีความรัก ทุกคนต้องมีความต้องการทางเพศ ถ้าใครไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้ที่สังคมมองว่าเป็น “ปกติ” ตัวตนของพวกเขาก็จะค่อยๆเลือนหายไป เหลือเพียงสิ่งที่สังคมกำหนด ดังเช่นการที่คนส่วนใหญ่มองว่า A ใน LGBTQIAN+ ย่อมาจาก Ally ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนมักหลงลืมการมีอยู่ของ Asexual และ Aromantic


อินเตอร์เซ็กส์อยู่ตรงไหนในวงการแพทย์ที่ตั้งอยู่บนระบบไบนารี ?

“อินเทอร์เซ็กส์เป็นกลุ่มคนที่ถูกผลักไปมาให้อยู่สุดขวาสุดซ้ายมานาน เราไม่มีที่อยู่เลย ถ้าหมอทำนายตรงเราก็รอด แต่ถ้าทำนายไม่ตรงชีวิตของเราก็พัง” - คุณพรีส ณฐกมล ศิวะศิลป

วิทยาศาสตร์มักถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการเหยียดเพศ ลดตัวตนของสมาชิกกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไป คุณพรีส อธิบายว่า การตรวจโครโมโซมมักเป็นข้ออ้างที่ใช้ตอกย้ำว่าโลกนี้มีแค่สองเพศ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันซับซ้อนกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของอินเตอร์เซ็กส์ (Intersex) ที่แพทย์แนะนำให้ผู้ปกครองเริ่มกระบวนการผ่าตัดเลือกเพศให้กับเด็กตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นทารกซึ่งไม่สามารถให้ความยินยอมได้


“การตัดแต่งอวัยวะมันคือการตัดให้สั้นยาวเพื่อเครื่องเพศจะได้ตรงกับคำนำหน้านาม เข้ากับเครื่องแบบเสื้อผ้าที่จะใส่ มันเหมือนกับการที่มีคนบอกคุณว่า ขาคุณยาวไป ต้องตัดออกนะ แล้วพอตัดออกไปมันก็งอกกลับมาไม่ได้ มันควรจะมีตรงกลางให้พวกเรา” - คุณพรีส ณฐกมล ศิวะศิลป

นอกจากนี้ การบังคับผ่าตัดเลือกเพศในเด็กยังส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพทางจิต และสุขภาพกายตั้งแต่เด็กจนโตโดยอาจจะมีปัญหาระบบขับถ่ายและต้องผ่าตัดแก้ไขซ้ำๆซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และถึงแม้ในบางกรณีที่การรักษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การบังคับเลือกเพศให้เด็กโดยผู้ปกครองก็ยังคงถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ดี


วิทยาศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือในการก่อความรุนแรงได้อย่างไร

เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงทำให้หลายคนไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการผ่าตัดเลือกเพศได้ และเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการใช้ยาเอง ซึ่งในหลายประเทศ การผ่าตัดเลือกเพศคือสิทธิที่เหมือนกับบริการทางแพทย์อื่นๆ แต่ในประเทศไทย การผ่าตัดเลือกเพศกลับถูกมองว่าเป็นเรื่องของความสวยงาม

ในความเป็นจริงแล้ว แพทย์ควรมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือให้กลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ดำเนินชีวิตตามตัวตนได้ย่างแท้จริง ไม่ใช่มาใช้ความรู้วิทยาศาสตร์มาตัดสินแทนว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา สิ่งที่วงการการแพทย์ควรทำคือพูดคุยและพัฒนาระบบ นโยบายต่างๆ เพื่อสนับสนุนผู้มีความหลากหลายทางเพศได้อย่างแท้จริง ทั้งในทางกายภาพและทางจิตใจ

“Gender Binary แทรกซึมอยู่ในฐานคิดแบบวิทยาศาสตร์อย่างแข็งแกร่ง เพราะคนวิจัยเริ่มต้นคิดวิจัยว่าความหลากหลายทางเพศคือความผิดปกติ พอเริ่มต้นด้วยการตั้งทฤษฏีแบบนี้ คุณจะได้ความจริงอะไร สุดท้ายมันก็ออกมาเป็นงานวิจัยที่เข่นฆ่าความหลากหลายทางเพศ นักวิจัยเหล่านี้ควรถูกประณาม Gender Binary ที่ส่งต่อมาในวิทยาศาสตร์พวกนี้มันทำลายพวกเรา “ - คุณคิวเบเลย์ คณิสิต พ่วงอำไพ

ต้นตอของปัญหานี้คืออะไร?

ความรุนแรงทางเพศสามารถสืบสาวกลับมาได้ที่ระบบทวิลักษณ์ หรือ Binary system ที่มองเห็นว่าโลกนี้มีเพียงชายจริง หญิงแท้เท่านั้น ซึ่งระบบสองเพศเป็นสิ่งที่ฝึงรากลึกในสังคมแทรกซึมอยู่ทุกที่ ตั้งแต่ วิทยาศาสตร์ สถาบันการศึกษา สื่อสารมวลชน ไปจนถึงภาษาที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน

สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งของการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ ตั้งแต่การแบ่งเครื่องแบบนักเรียนเป็นแค่ ชายกับหญิง โดยยึดตามเพศที่ถูกกำหนด ณ แรกเกิด เนื้อหาที่เรียนก็เต็มไปเรื่องบทบาททางเพศตามแบบระบบทวิลักษณ์ ซึ่งการศึกษาแบบนี้ก็ผลิตซ้ำความรุนแรงต่อไปอย่างไม่จบไม่สิ้น

ในสังคม สื่อเป็นตัวกลางส่งต่อข้อมูล และมีอำนาจอย่างมากที่จะผลิตซ้ำอคติและการเหมารวมทางเพศ ดังจะเห็นได้จากละครและการนำเสนอข่าวต่างๆที่ยังคงติดอยู่ในกรอบทวิลักษณ์ และนำเสนอประเด็นของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างมีอคติ

นอกจากนี้ ภาษาที่เราใช้กันอยู่ทุกวันก็เป็นเหมือนสิ่งอื่นๆที่ถูกครอบด้วยระบบสองเพศ ซึ่งกีดกันชุดประสบการณ์และคุณค่าของผู้ที่อยู่นอกระบบนี้ ดังเช่น คำลงท้าย (ครับ/ค่ะ) กลับมีให้เลือกใช้แค่สองอย่าง ทั้งที่เพศไม่ได้มีเพียงแค่เพียงชาย-หญิง นอกจากนี้ คำบางคำก็มีเพศอยู่ เช่น คำว่า สวย ผูกกับความเป็นหญิง (Feminine) อยู่มาก ถ้าหากนำไปใช้กับคนแล้วเขาบอกว่าไม่โอเค สังคมก็ควรฟังเขา เคารพเขา ไม่ใช่ไปยัดเยียดว่า สวยก็ชมเฉยๆไง เจตนาดี ทำไมต้องคิดมาก และด้วยความภาษาผูกติดอยู่กับระบบสองเพศ จึงทำให้ผู้ที่อยู่นอกกรอบ อย่างนอน-ไบนารี อธิบายตัวตนได้ยาก ดังจะเห็นได้ว่ามีความพยายามในหลายประเทศที่ผลักดันให้มีการใช้ชุดคำใหม่ที่เคารพทุกอัตลักษณ์ตัวตนโดยไมต้องผ่านคำระบบสองเพศ เช่น การใช้ They และ Neo pronoun อย่าง xe/xem/xyr, ze/hir/hirs และอื่นๆ


ทางออกของปีญหาอยู่ที่ไหน? เราจะยุติความรุนแรงนี้ได้อย่างไร?

สังคมต้องเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศได้แสดงออก ทั้งในเรื่องความเห็น และสังคมต้องรับฟังในประสบการณ์ของคนกลุ่มนี้ รัฐต้องทำให้กฎหมายปราศจากการเลืกปฏิบัติ ทั้งคำนำหน้านาม สวัสดิการสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ กฎหมายป้องกัน Hate speech ที่มุ่งโจมตี LGBTQIAN+ ระบบการศึกษาต้องให้ความรู้ ความเข้าใจในประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศทั้งกับนักเรียนและบุคลากรการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอนต้องก้าวข้ามระบบทวิลักษณ์และโอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริง

ประชาธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นรากฐานของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสิทธิองผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่การที่คนบางกลุ่มกล่าวว่าเรื่องเพศเอาไว้ทีหลัง มาร่วมผลักดันประชาธิปไตยก่อน อย่าทำเสียขบวน เป็นความคิดเห็นที่เห็นค่าแค่ประสบการณ์ของตน และปฏิบัติราวกับว่าเรื่องความเท่าเทียมทางเพศมีความสำคัญน้อยกว่าประชาธิปไตยทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่เลย การเรียกร้องประชาธิปไตยและความเท่าเทียมทางเพศต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพราะมิฉะนั้นแล้ว ถ้าประเทศไทยได้เป็นประชาธิปไตยจริง แต่ถ้าสังคมยังมีทัศนคติเหยียดเพศ กฎหมายที่เอื้อให้เกิดการเลือกปฏิบัติยังคงอยู่ เราก็ไม่อาจเรียกสิ่วนี้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่ให้พื้นที่กับทุกคนได้อย่างแท้จริง

ปัญหาความรุนแรงต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคม วัฒนธรรม และโครงสร้างของประเทศไทยในทุกระดัย ถึงแม้ตอนนี้เราจะรู้สึกว่าปัญหามีอยู่ทุกที่ แต่วัฒนธรรมเหล่านี้กำลังค่อยๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นและมันกำลังเปลี่ยนโดยมือเรา

รับชมเสวนาย้อนหลังได้ที่นี่



172 views0 comments