สรุปเสวนาประเด็นความรุนแรงระหว่างคู่รักในสังคมไทย "Intimate Partner Violence in Thai Society"


ต้นตอปัญหาความรุนแรงระหว่างคู่รัก (Intimate Partner Violence)

ความรุนแรงระหว่างคู่รัก (Intimate Partner Violence) เป็นความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) รูปแบบหนึ่ง โดยครอบคลุมถึงการกระทำความรุนแรงทั้งทางร่างกายโดยตรง และงทางจิตใจ ซึ่งสามารถแสดงออกได้ในหลายรูปแบบ ทั้งการใช้วาจารุนแรง การข่มขู่ การเรียกบุคคลอย่างลดทอนความเป็นมนุษย์ การจำกัดเสรีภาพ การเผยแพร่ข้อมูลของอีกฝ่ายโดยไม่ได้รับการอนุญาต เป็นต้น

ความรุนแรงระหว่างคู่รักไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจากเพียงความไม่ยั้งคิดของปัจเจก แต่มีสาเหตุหลักมาจากระบอบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) และ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่ากันระหว่างบุคคลในความสัมพันธ์ ทั้งสองสิ่งนี้ทำงานร่วมกันและเอื้อให้เกิดความรุนแรงระหว่างคู่รักโดยผู้ถูกกระทำสามารถเป็นเพศใดก็ได้ แต่ผู้เสียหายจำนวนมากจากความรุนแรงประเภทนี้มักเป็นเพศหญิง และเมื่อในระบบนี้มีการให้อำนาจคนประเภทหนึ่งมากกว่าอีกกลุ่ม สังคมก็มักจะหาความชอบธรรมให้กับผู้ใช้ความรุนแรง และโทษผู้ถูกกดทับหรือผู้ที่อยู่ชายขอบอยู่เสมอ อุปสรรคในการเข้าถึงความช่วยเหลือและความยุติธรรม ตั้งแต่การแจ้งความที่สถานีตำรวจ การตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ไปจนถึงการตัดสินคดีความ ทุกกระบวนการสร้างภาระให้กับผู้เสียหายอย่างมาก นอกจากจะต้องเสียเงิน เสียเวลาแล้ว ยังต้องเสียความรู้สึกกับทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ กระบวนการยุติธรรม และกฎหมายที่ไม่ได้เอาผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง โดยผู้ร่วมเสวนาทั้งสามได้ชี้ให้เห็นปัญหาจำนวนมากจากประสบการณ์

แบ่งเป็น 3ประเด็นดังนี้

1. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มแรกที่ผู้เสียหายเข้าไปขอความช่วยเหลือ มักมีทัศนคติต่อเรื่องนี้ในทางที่จะไม่อยากให้ความช่วยเหลือกับผู้ร้องเรียน เช่น บอกให้ไปคุยกันเองเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว บอกว่าผู้กระทำความรุนแรงทำไปก็เพราะรัก ถามหาหลักฐานทั้งที่ในเคสความรุนแรงแบบนี้ การกระทำความรุนแรงอาจเป็นที่ทางจิตใจด้วย และถึงมีบาดแผลทางร่างกายจริง ก็ต้องมีจำนวนมาก และส่งผลรุนแรงต่อชีวิตจริงๆ ตำรวจถึงยอมให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ตำรวจจำนวนมากยังไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตำรวจไม่สามารถบอกได้ว่ากฎหมายใดที่แจ้งได้ จึงกลายเป็นภาระของผู้เสียหายที่ต้องหาข้อมูล เตรียมการต่างๆเอง ทั้งที่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องให้ความช่วยเหลือประชาชน 2. ตัวกฏหมาย ในส่วนกฎหมาย กรณีที่สามีภรรยาแต่งงานกันแล้วกระทำความรุนแรง ผู้ถูกกระทำสามารถฟ้องหย่าได้แต่ต้องบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล คนที่ถูกกระทำต้องแสวงหาทรัพยากรมาต่อสู้ฟ้องหย่า ต้องมาทำสองคดีพร้อมกันทั้งที่หลักฐานอาญาก็สามารถใช้ได้

3. ทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ ตัวกฎหมายเองนอกจากจะทำร้ายผู้เสียหายแล้ว ยังทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐของตนเองด้วยเช่นกัน โดยมีตัวบทกฎหมายจำนวนมากที่โยนภาระหน้าที่ให้กับพนักงานสอบสวนเกินกว่าที่จะทำได้ และงบที่ใช้ในการจัดการส่วนนี้ก็มีให้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้พนักงานสอบสวนมีทัศนคติที่ว่าเคสความรุนแรงระหว่างคู่รัก ความรุนแรงในครอบครัว เป็นงานที่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง ทำไปก็เสียเวลา คนทะเลาะกันเดี๋ยวก็ดีกัน หรือถ้าดำเนินการ ก็ต้องมีการทำงานกับนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ต้องทำรายงานเพิ่มอีก ต้องเดินทางประสานงานต่างๆ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนเห็นว่าถ้ารับเคสมา ก็จะต้องทำงานมากขึ้นอีก กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์กับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สิ่งที่ประเทศไทยใช้คือการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ปัญหาจบโดยที่ไม่ได้ปฏิบัติตามตัวกระบวนการจริงๆ โดยเจ้าหน้าที่รัฐเลือกใช้การไกล่เกลี่ยในการจัดการปัญหาเพราะมีทัศนคติที่ต้องการให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันอย่างเร็วที่สุด โดยไม่ได้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เสียหายเมื่อกลับมาอยู่กับผู้กระทำ ซึ่งส่งผลให้วงจรความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไป


แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เสียหายเป็นหลัก ควรมีการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ โดยยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง ต้องมีทางเลือกที่ไม่ใช่แค่ส่งผู้กระทำเข้าคุกหรือกลับมาอยู่ด้วยกัน เพราะสิ่งที่ผู้เสียหายต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่การตัดอิสรภาพผู้กระทำ แต่เป็นการยุติความรุนแรง และการให้มีมาตรการคุ้มครอง สิ่งที่ประเทศไทยใช้คือการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ปัญหาจบโดยที่ไม่ได้ปฏิบัติตามตัวกระบวนการจริงๆ โดยเจ้าหน้าที่รัฐเลือกใช้การไกล่เกลี่ยในการจัดการปัญหาเพราะมีทัศนคติที่ต้องการให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันอย่างเร็วที่สุด โดยไม่ได้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เสียหายเมื่อกลับมาอยู่กับผู้กระทำ ซึ่งส่งผลให้วงจรความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไป


แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เสียหายเป็นหลัก ควรมีการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ โดยยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง ต้องมีทางเลือกที่ไม่ใช่แค่ส่งผู้กระทำเข้าคุกหรือกลับมาอยู่ด้วยกัน เพราะสิ่งที่ผู้เสียหายต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่การตัดอิสรภาพผู้กระทำ แต่เป็นการยุติความรุนแรง และการให้มีมาตรการคุ้มครอง สถิติและงานวิจัยเรื่องความรุนแรงระหว่างคู่รักในประเทศไทย สถิติที่เก็บโดยรัฐไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริง มีหลายเคสที่พยายามแจ้งความแต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีทรัพยากร เจ้าหน้าที่รัฐไม่ทำเรื่องให้โดยอ้างว่า ต้องไปสน.อื่นบ้าง อย่าแจ้งเลย เรื่องแบบนี้น่าอาย ฯลฯ ทำให้ผู้ถูกกระทำจำนวนมากยังคงต้องอยู่ในความรุนแรง นอกจากนี้ ผู้เสียหายบางส่วนเลือกที่จะขอความช่วยเหลือผ่านทวิตเตอร์ ซึ่งผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือจึงมักเป็นภาคประชาสังคม เพราะระบบรัฐไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ และส่งผลให้ตัวเลขสถิติที่รัฐเก็บได้มีจำนวนน้อยกว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงย่อมมีความสำคัญในการสร้างนโยบายเพื่อยุติปัญหาเช่นเดียวกันกับตัวเลขสถิติ ทางออกของปัญหาความรุนแรงระหว่างคู่รักอยู่ที่ไหน? เจ้าหน้าที่รัฐต้องมี ทัศนคติที่ดี มีทักษะ และองค์ความรู้ โดยสิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือเปลี่ยนความคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจต้องรับแจ้งความและดำเนินการโดยให้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลางและคำนึงถึงความปลอดภัยมากกว่าจะยึดให้ครอบครัวต้องกลับมาอยู่ด้วยกันฉะนั้นก่อนที่จะถึงขั้นนี้ จึงต้องมีมาตรการต่างๆที่รองรับความปลอดภัย ให้การบำบัด และเยียวยาจิตใจ โดยถึงแม้กฎหมายจะเป็นเครื่องมือของรัฐในการแก้ปัญหา แต่ถ้าทัศนคติของเจ้าหน้าที่และคนในสังคมยังอยู่ที่เดิม การยุติความรุนแรงก็ยังคงเป็นไปได้ยาก


OSCC หรือ ศูนย์บริการช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง (One Stop Crisis Center) ควรทำงานตามจุดมุ่งหมายขององค์กรจริงๆที่จะเป็น One Stop Service เพื่อผู้ถูกกระทำ นอกจากนี้ ด้วยความที่รัฐมี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อยู่ทุกจังหวัด ถ้าหากมีการปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐก็จะยิ่งทำให้สามารถแก้ปัญหาความรุนแรงได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล ในส่วนภาคประชาสังคมก็ยังคงต้องทำงานเพราะภาครัฐไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้และไม่ยอมรับข้อผิดพลาดในส่วนของตนด้วย ทำให้เวลาภาคประชาสังคมให้ความช่วยเหลือ หรือผลักดันเรื่องนี้จึงเจอแรงต้านจะฝั่งภาครัฐอย่างมาก สังคมควรทำอย่างไร ความรุนแรงระหว่างคู่รักและในครอบครัวจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปหากทัศนคติของคนในสังคมยังเหมือนเดิม ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือตั้งคำถามกับระบอบปิตาธิปไตย การหล่อหลอมทางสังคมที่ทำให้ผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกดทับในหลายมิติ นอกจากนี้วัฒนธรรมความรุนแรงยังเป็นสิ่งปกติในวัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะในครอบครัว ผู้พบเห็นเลือกที่จะเพิกเฉยและไม่ช่วยเหลือเพราะสังคมได้ปลูกฝังและส่งต่อว่าการใช้ความรุนแรงในบ้านเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ฉะนั้นแล้วสิ่งที่ต้องเปลี่ยนอันดับแรกในการยุติปัญหานี้คือทัศนคติของคนในสังคมที่มองว่าวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นสิ่งปกติ

29 views0 comments