โรงเรียน : พื้นที่แรกที่เราควรได้ถกเถียงเรื่องเฟมินิสต์

“เฟมินิสต์ (feminist)” คำที่คนมักเข้าใจว่าหมายถึงเพียง “ผู้หญิง” เวลาที่ใครสักคนหนึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นเฟมินิสต์ ผู้คนบางกลุ่มก็จะเริ่มมองพวกเขาในด้านลบทันทีเพียงเพราะคำนี้ฟังคล้ายกับคำว่า Feminine หรือ Female ที่แปลว่าความเป็นหญิง หรือเพศกำหนดหญิง ทำให้เข้าใจผิดว่าเฟมินิสต์เป็นขบวนการที่เรียกร้องเพื่อสิทธิของผู้หญิงเท่านั้น หรือร้ายยิ่งกว่าคือต่อสู้ให้หญิงมี “อำนาจเหนือกว่าผู้ชาย”


เฟมินิสต์หมายถึงแค่เพียงขบวนการของผู้หญิงจริงหรือ?


แม้ว่าจุดเริ่มต้นของขบวนการเฟมินิสต์อาจจะเริ่มมาจากการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของสตรีก็ตาม แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปอุดมการณ์และหลักการของเฟมินิสต์เองก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปเช่นกัน เฟมินิสต์ในปัจจุบัน (Intersectional Feminism) โอบรับความแตกต่างหลายทั้งในแง่เชื้อชาติ ฐานะทางเพศรษฐกิจ เพศภาวะและประสบการณ์ของปัจเจกบุคคลเพื่อต่อสู้กับโครงสร้าง “ปิตาธิปไตย” (Patriarchy) ที่กดขี่และทำร้ายไม่ใช่เพียงแค่ผู้หญิง แต่เป็นทุกคน รวมถึงเพศกำหนดชายที่ถูกกดดันขัดเกลาให้มีความเป็นชายตรงตามกรอบแนวคิดปิตาธิปไตย เพื่อชิงพื้นที่ อำนาจและอภิสิทธิ์ในสังคม


เพราะฉะนั้นบุคคลที่เป็นเฟมินิสต์สามารถมีได้ทุกเพศไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้หญิงเท่านั้น โดยพวกเรามีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ ขจัดความอยุติธรรมในระบอบอำนาจนิยมปิตาธิปไตย

สังคมไทยในภาพรวมยังคงมองว่าความไม่เท่าเทียมทางเพศและความรุนแรงทางเพศหลายรูปแบบเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือเรื่องขำขัน ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราลืมตาดูโลก เราถูกขัดเกลาด้วยแนวคิดการเลี้ยงดูแลในสภาแวดล้อมแบบอำนาจนิยมปิตาธิปไตย


แม้ว่าในปัจจุบัน ท่ามกลางการตื่นตัวของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐบาลทหาร มีคนรุ่นใหม่หลายคนลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเพื่อต่อสู้ในมิติทางชนชั้น การเมือง และเศรษฐกิจกันมากขึ้น แต่ทว่ามิติความไม่เท่าเทียมทางเพศกลับยังไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควร ปัญหาการเลือกปฏิบัติและความรุนแรงต่อผู้หญิงและกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) กลับยังคงมีอยู่แม้แต่ในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเองก็ตาม


ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยนั้นจะบรรลุความเท่าเทียมอย่างแท้จริงได้อย่างไร หากความอยุติธรรมทางเพศยังคงอยู่


การจะสร้างความเข้าใจให้แก่สังคมในประเด็นความเป็นธรรมทางเพศและแก้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเฟมินิสต์อย่างมีประสิทธิภาพนั้นควรต้องเริ่มตั้งแต่ยังเด็ก 
การศึกษาไทยต้องพัฒนาหลักสูตรตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป 
แต่เมื่อย้อนกลับไปดูเนื้อหาที่เด็กและเยาวชนไทยได้เรียนในตอนนี้แล้วจะพบว่า หลักสูตรของเราล้าสมัยและถูกฉุดให้อยู่กับที่หรือแม้กระทั้งก้าวถอยหลังสู่ยุคไดโนเสาร์ 

ผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษาธิการยังคงยึกติดอยู่กับระบบสองเพศ (Binary System) และแนวคิดชายเป็นใหญ่ แสดงออกอย่างชัดเจนผ่านกฏระเบียบโรงเรียนหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น

  • เนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาที่ปลูกฝังเรื่องระบบสองเพศและรอบอบชายเป็นใหญ่ ผ่านการศึกษาวรรณคดีหรือวรรณกรรมที่มีเนื้อหาตอกย้ำความเกลีดยังผู้หญิง (Misogyny) ระบบสองเพศ และบรรทัดฐานรักต่างเพศ (Heteronormativity) โดยปราศจากการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง

  • สถานศึกษายังคงบังคับให้ผู้เรียนแต่งเครื่องแบบตามเพศที่ถูกกำหนดเมื่อแรกเกิด (Sex assigned at birth)

  • เครื่องแบบนักเรียนหรือนักศึกษาหญิงที่มักจะมีราคาสูงกว่า และมีกฎระเบียบที่เคร่งครัดกับการแต่งกายของนักเรียนเพศกำหนดหญิงมากกว่า


แนวคิดความเท่าเทียมเป็นหลักการสากลที่นานาชาติยึดถือ เยาวชนรุ่นใหม่ในปัจจุบันได้เข้าถึงข้อมูลส่วนนั้นและถกเถียงแลกเปลี่ยนกันแล้วนอกสถานศึกษา โรงเรียนความต้องรีบขยับตามและก้าวให้ทันองค์ความรู้นี้ การถกเถียงเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฏีเฟมินิสต์ควรส่งเสริมให้ได้เริ่มตั้งแต่ในห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม


สถานศึกษาในฐานะแหล่งเรียนรู้ควรต้องซัพพอร์ทให้เด็กรู้จักการเเลกเปลี่ยนกันบนพื้นฐานของเหตุและผลและสนับสนุนให้เด็กเข้าถึงองค์ความรู้ที่เป็นสากล ไม่ใช่ปิดกั้นความรู้ใหม่และพยายามบังคับให้เด็กเชื่อในสิ่งที่ผู้ใหญ่ฝั่งอนุรักษ์นิยมตกขอบต้องการให้เชื่อเพียงเท่านั้น
เพราะสุดท้ายแล้ว ระบบที่บังคับและข่มขู่ด้วยอำนาจเหนือให้ปฏิบัติตามก็จะต้องล่มสลายลงไป เหมือนอย่างที่ปรากฏมาตลอดในประวัติศาสตร์

...


Guest Writer: ศิริแก้ว เหมือนเงินฉัตร

Editor: VFF Team


...


การผลิตสื่อชุดนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


131 views0 comments