Heteronormativity : บรรทัดฐานรักต่างเพศในสื่อไทย

เป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยได้รับการขนานนามจากนักท่องเที่ยวให้เป็นสวรรค์ของกลุ่มคนเพศหลากหลาย แต่ความจริงแล้วสังคมและวัฒธรรมของเราเป็นมิตรกับความหลากหลายทางเพศจริงหรือ?

ตรงข้ามกับคำชื่นชมเรื่องการเปิดกว้างทางเพศจากชาวต่างชาติ ไทยยังเป็นประเทศที่การแสดงความรักระหว่างคนเพศเดียวกันหรือการแสดงออกถึงตัวตนของคนที่มีสำนึกทางเพศไม่ใช่หญิงหรือชายมักจะถูกจับจ้องหรือตำหนิอย่างชัดเจนในสังคม และแม้ว่าในสื่อไทยจะมีพื้นที่ให้กับความหลากหลายทางเพศอยู่บ้าง แต่การนำเสนอตัวตนและวิถีชีวิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศยังมีลักษณะจำกัดและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเนื่องจากถูกนำเสนอผ่านบรรทัดฐานและแบบแผนทางสังคมของไทยที่ยึดตามบรรทัดฐานรักต่างเพศ (Heteronormativity)


Heteronormativity หรือ บรรทัดฐานรักต่างเพศ หมายถึงแนวคิด วาทกรรม และการปฎิบัติทางสังคมที่ยึดถือในเพศทวิลักษณ์หรือระบบสองเพศ (Gender Binary) ซึ่งมักจะผูกติดกับเพศที่ถูกกำหนดให้เมื่อแรกเกิด (Sex Assigned at Birth) เพียงเพศหญิงและชายเท่านั้น บรรทัดฐานนี้ให้ค่าความรักและความสัมพันธ์ของคนต่างเพศ (หญิง-ชาย) ว่าเป็น ‘ความปกติ’ และมองความรัก ความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นที่ต่างไปจากความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างเพศเป็น ‘ความไม่ปกติ’


ตัวอย่างพฤติกรรมที่มีพื้นฐานมาจากบรรทัดฐานรักต่างเพศ


  1. การที่เอกสารหรือแบบฟอร์มต่าง ๆ มีตัวเลือกสำหรับระบุเพศเพียง หญิง และ ชาย

  2. บุคคลเพศกำกวม (Intersex) ถูกผู้ปกครอง บุคลากรทางการแพทย์ ระบบการแพทย์ หรือระบบราชการบังคับให้เลือกกำหนดเพศว่าเป็นหญิง หรือ ชาย เพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น

  3. การคาดหวังให้กลุ่มคนเพศหลากหลายเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตน (Come Out)

  4. การใช้สรรพนามเรียกบุคคลตามเพศกำเนิดแทนการเรียกตามสรรพนามที่เจ้าตัวต้องการ เช่น ในกรณีของบุคคลที่มีสำนึกทางเพศไม่ใช่หญิงหรือชาย (Non-Binary) ที่ต้องการใช้สรรพนามที่ไม่ระบุเพศ เช่น แก หรือ เค้า แต่กลับถูกเรียกด้วยสรรพนามตามเพศกำเนิด เช่น เธอ หรือ นาย

  5. การมองว่าความรักและความสัมพันธ์ใดก็ตามที่ไม่ใช่ระหว่างคนต่างเพศเป็นความสัมพันธ์ชั่วคราวสำหรับแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น (‘Just a phase’) เมื่อเวลาผ่านไปหรือเมื่อโตขึ้นก็จะกลับเข้าสู่ ‘ความปกติ’ หรือไปมีความรักต่างเพศในที่สุด


ในบางกรณีการใช้สรรพนามที่ผิดพลาดอาจเกิดจากความไม่ตั้งใจอันเนื่องมาจากบรรทัดฐานรักต่างเพศ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ (และจำเป็นต้องแก้ไข) แต่ในบางกรณีอาจเกิดจากความจงใจที่จะปฎิเสธตัวตนของเจ้าของอัตลักษณ์ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมการเกลียดกลัวบุคคลที่มีสำนึกทางเพศไม่ใช่หญิงหรือชาย (Enbyphobia/ Exorsexism) ไปจนถึงความจงใจที่จะปฎิเสธการมีอยู่ของความสัมพันธ์รูปแบบอื่นนอกเหนือจากความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างเพศ ซึ่งถือเป็นแนวความคิดที่ยกให้คนรักต่างเพศเหนือกว่าคนอื่น (Heterosexism) และการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน (Homophobia)


การตั้งคำถามและท้าทาย บรรทัดฐานรักต่างเพศ ไม่ได้หมายถึงการปฎิเสธการมีอยู่ของความรักความสัมพันธ์ระหว่างคนเพศตรงข้าม (ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถเป็นไปได้) แต่หมายถึงการตั้งคำถามต่อนิยาม ‘ความปกติ’ ที่สังคมให้ค่า โดยมีเป้าหมายว่าความปกตินี้ควรจะรวมความหลากหลายทางเพศเข้าไปด้วย


บรรทัดฐานรักต่างเพศ (Heteronormativity) เป็นแนวคิดสำคัญในการวิเคราะห์การนำเสนออัตลักษณ์ของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในสื่อเพื่อศึกษาสื่อในฐานะเครื่องมือที่มีอิทธิพลในการสะท้อน ส่งเสริม และสร้างความเข้าใจทางสังคมต่อความหลากหลายทางเพศ

บ่อยครั้งพบว่าข่าวที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศหรือกล่าวถึงกลุ่มคนหลากหลายทางเพศมักจะนำเสนอโดยปราศจากความเข้าใจในเพศวิถีหรืออัตลักษณ์ของคนกลุ่มนี้ และมักจะตอกย้ำภาพลักษณ์แบบเหมารวมเชิงเพศ (Gender Streotypes) รวมไปถึงมีการรายงานข่าวในลักษณะของการตัดสิน ตีตรา และเน้นย้ำถึงความต่างออกไปจากบรรทัดฐานรักต่างเพศ


ในด้านของสื่อเพื่อความบันเทิงพบว่าพื้นที่สำหรับการนำเสนอความหลากหลายทางเพศยังมีอยู่อย่างจำกัดและภาพลักษณ์ที่ถูกนำเสนอก็ยังคงมีเพียงไม่กี่ประเภทเท่านั้น หลังจากได้ค้นคว้าผู้เขียนพบว่ามีการนำเสนอความหลากหลายทางเพศผ่านสื่อบันเทิงไว้ 4 รูปแบบดังนี้

  1. ตัวละครที่เป็นบุคคลในกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ มักถูกนำเสนอในแง่ลบว่าเป็นเหยื่อหรือตัวปัญหา ซึ่งประสบปัญหาด้านการยอมรับและแสดงออกถึงอัตลักษณ์และเพศวิถีของตน หวาดกลัวการถูกตัดสินและถูกทำร้าย นำเสนอว่าการค้นหาอัตลักษณ์และเพศวิถีของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและอุปสรรค

  2. ตัวละครที่ไม่ใช่คนตรงเพศกำเนิด (Cisgender) และ/หรือ ไม่ใช่คนที่ต้องการมีความสัมพันธ์กับคนต่างเพศ (Heterosexuality) มักถูกวางบทบาทในฐานะตัวร้าย อาชญากรที่มี ‘ความผิดปกติ’ ที่จำเป็นต้องได้รับบทลงโทษ

  3. ตัวละครเกย์ชายที่มีลักษณะของความเป็นหญิงสูง (Feminine Gay Male Characters) ถูกนำเสนอผ่านความเป็นหญิงแบบสุดขั้วที่ผลิตซ้ำภาพลักษณ์แบบเหมารวมเชิงเพศ (Gender Streotypes) เช่น การแต่งตัวด้วยสีสันฉูดฉาด พูดเสียงสูง ตลก ฯลฯ

  4. ความหลากหลายทางเพศถูกนำเสนอในแง่ที่เป็นเพียงความสับสนในอัตลักษณ์และเพศวิถีของตัวละคร เป็นช่วงเวลาที่ตัวละครใช้เพื่อค้นหาตัวตนและพบในที่สุดว่าตนเป็นคนตรงเพศ (Cisgender) ที่สนใจและดึงดูดต่อคนเพศตรงข้าม


นอกจากนี้การนำเสนอความหลากหลายทางเพศในสื่อไทยเป็นที่น่าจับตามองมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากความนิยมของซีรีส์ Boy Loves (BL) หรือซีรีส์วายที่นำเสนอความรักระหว่างผู้ชายตรงเพศ (Cis Men) อย่างไรก็ตามซีรีส์ประเภทนี้มักจะไม่ได้กล่าวถึงเพศของตัวละครหลักอย่างเจาะจง แต่มักจะดำเนินเรื่องในลักษณะของผู้ชายสองคนที่บังเอิญตกหลุมรักกันโดยไม่ได้คำนึงถึงประเด็นเรื่องอัตลักษณ์และเพศวิถีของตน ผ่านวาทกรรม ‘รักไม่มีเพศ’ และ ‘เราไม่ได้ชอบผู้ชาย เราชอบแค่นายคนเดียว’






อีกประเด็นน่าสนใจที่กำลังเป็นที่พูดถึงในขณะนี้คือ 'สายตาของผู้ชาย' (Male gaze) ในภาพยนตร์หรือซีรีส์รักระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง ที่แม้เนื้อเรื่องจะเล่าเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกที่เป็นผู้หญิงแต่กลับถูกนำเสนอและบอกเล่าผ่านมุมมองของผู้ชายว่าความสัมพันธ์ระหว่างหญิงรักหญิงเป็นเช่นไร ผ่านบทและการใช้มุมกล้อง (ซึ่งมักจะเขียนบท และ/หรือ กำกับโดยบุคคลที่เป็นชายแต่กำเนิด) เช่น การโฟกัสที่เรือนร่างนักแสดงหญิงระหว่างฉากเลิฟซีน







ส่งผลให้เกิดคำถามและข้อถกเถียงว่าการที่สื่อบันเทิงมีพื้นที่สำหรับเล่าเรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความหลายทางเพศมากขึ้น แต่กลับถูกนำเสนอในรูปแบบที่ผลิตซ้ำภาพลักษณ์แบบเหมารวมเชิงเพศ โดยการเล่าผ่านสายตาของคนที่ไม่ได้รวมตัวเองอยู่ในชุมชนคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+ Community) มีอิทธิพลให้เกิดการสนับสนุนในแง่บวกต่อความหลากหลายทางเพศหรือไม่ และกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้รับประโยชน์จากการบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้จริงหรือ?


เมื่อเทียบกับการนำเสนอความหลากหลายทางเพศของสื่อจากฝั่งยุโรปและอเมริกา พื้นที่สำหรับการนำเสนอความเท่าเทียมทางเพศและการแสดงออกถึงอัตลักษณ์และเพศวิถีของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในไทยยังถือว่ามีอย่างจำกัดและไม่ได้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศเท่าที่ควร พื้นที่สื่อส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยแนวคิดบรรทัดฐานรักต่างเพศ ที่ยึดถือเป็นความปกติในสังคมไทย นอกจากนี้การนำเสนอความหลากหลายทางเพศในสื่อไทยยังน่าเป็นห่วงเนื่องจากมักจะตอกย้ำภาพลักษณ์แบบเหมารวมเชิงเพศ (Gender Streotypes) ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจผิด และทำให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศถูกผลักออกไปยังชายขอบมากขึ้นจากการปฎิเสธอัตลักษณ์ของพวกเขา (เช่น ในกรณีที่นำเสนอให้ความหลากหลายทางเพศเป็นเพียงความสับสนชั่วครู่) รวมไปถึงสร้างผลกระทบในแง่ลบที่อาจมีอิทธิพลให้เกิดอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง (Hate crime) ต่อกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ


ปัจจุบันประเทศไทยมีละคร ภาพยนตร์ และโฆษณามากมายที่ผลิตซ้ำ ‘ความเป็นปกติ’ ของคู่รักต่างเพศ ถึงเวลาแล้วที่สื่อควรต้องนำเสนอทุกความหลากหลายอย่างเท่าเทียม โดยการให้พื้นที่แก่กลุ่มคนที่มีสำนึกทางเพศไม่ใช่หญิงหรือชาย กลุ่มคนที่ไม่มีแรงดึงดูดทางใจ (aromantic) กลุ่มคนไม่มีแรงดึงดูดทางเพศ (asexual) และทุกตัวแทนจากกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศได้เล่าเรื่องราวของตัวเอง



84 views0 comments