Power & Violence อำนาจและความรุนแรงในความสัมพันธ์

การจะทำความเข้าใจปัญหาสังคมที่ซับซ้อน หรือเข้าใจสภาวะทับซ้อน (Intersectionality) ได้นั้นเราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องอำนาจและวิธีการใช้อำนาจแบบต่างๆก่อน การกดทับกดขี่ของชนชั้น เพศภาวะ เชื้อชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจ ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันและการใช้อำนาจเหนือผู้อื่น การที่บุคคลหรือกลุ่มคนจะมีอำนาจได้นั้นจะต้องมีแหล่งอำนาจ โดยแหล่งอำนาจของบุคคลเหล่านั้นจะมา เพศ อายุ เชื้อชาติ คอนเนคชั่น ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา ตำแหน่งหน้าที่การงาน ข้อมูล กองกำลังหรืออาวุธต่างๆ ซึ่งเราไม่อาจปฎิเสธได้เลยว่าแต่ละคนมีแหล่งอำนาจที่ไม่เท่ากัน เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ หรือปัญหาความรุนแรงในความสัมพันธ์ พฤติกรรมความรุนแรงนั้นเกิดจากการที่ผู้กระทำความรุนแรง (Abuser) ใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะรูปแบบใดๆก็ตามเป็นเครื่องมือในการแสดงอำนาจและการควบคุมผู้ถูกกระทำความรุนแรง


วงล้อแห่งอำนาจและการควบคุม Power and Control Wheel

พฤติกรรมความรุนแรงสามารถสะท้อนได้ในรูปแบบวงล้อความรุนแรง หัวใจสำคัญของวงล้อคือ “อำนาจและการควบคุม” ซึ่งเป็นรากฐานแรงจูงใจเบื้องหลังของผู้กระทำความรุนแรง (Abuser) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถควบคุมครอบงำความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ถูกกระทำได้ ในวงล้อแห่งความรุนแรงนี้แสดงรูปแบบของความรุนแรงที่ผู้กระทำความรุนแรงใช้เพื่อรักษาอำนาจของตนเอง อย่างไรก็ตามไม่ใช่ความรุนแรงทุกรูปแบบถูกนำมาใช้ในความสัมพันธ์ ผู้กระทำความรุนแรงสามารถเปลี่ยนวิธีการกระทำความรุนแรงเพื่อควบคุมและครอบงำให้ผู้ถูกกระทำไม่สามารถออกไปจากความสัมพันธ์ได้ เมื่อผู้ถูกกระทำความรุนแรงรู้สึกว่าหมดหนทางที่จะออกไปจากความสัมพันธ์และยอมแพ้ที่จะลุกขึ้นต่อต้านในที่สุด

ในวงล้อแสดงการใช้ความรุนแรงรูปแบบต่างๆ ซึ่งผู้กระทำความรุนแรงอาจใช้อำนาจในการแสดงออกซึ่งความรุนแรงเหล่านี้เพียงรูปแบบเดียวหรือหลายรูปแบบในเวลาเดียวกันก็ได้

1. ใช้การบีบบังคับและคุกคาม (Using Coercion and Threats)

ผู้กระทำความรุนแรงขู่หรือคุกคามผู้ถูกกระทำความรุนแรงว่าจะใช้กำลัง ขู่ว่าจะเลิกกัน ขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย บังให้ผู้ถูกกระทำถอนแจ้งความ บังคับให้ผู้ถูกกระทำทำสิ่งที่ผิดกฏหมายเพื่อใช้ผูกมัดในภายหลัง


2. ใช้การข่มขู่ (Using Intimidation)

ผู้กระทำความรุนแรงขู่ให้ผู้ถูกกระทำกลัวด้วยท่าทาง สีหน้า การกระทำ ยกตัวอย่างเช่นการทำลายสิ่งของ ทำลายข้าวของส่วนตัวของผู้ถูกกระทำ ทำร้ายสัตว์เลี้ยง ใช้อาวุธขู่


3. ใช้การทำร้ายจิตใจ (Using Emotional Abuse)

ผู้กระทำความรุนแรงใช้คำพูดที่บั่นทอน ใช้การ Gaslighting หรือการพูดบิดเบือนให้ผู้ถูกกระทำคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด รู้สึกผิดหรือรู้สึกแย่กับตนเอง ทำให้ผู้กระทำคิดว่าตนเองเสียสติ เล่นเกมจิตวิทยา หักหน้าหรือทำให้ผู้ถูกกระทำอับอาย


4. ใช้การโดดเดี่ยวผู้ถูกกระทำ (Using Isolation)

ผู้กระทำความรุนแรงควบคุมผู้ที่ถูกกระทำโดยแยกผู้ถูกกระทำออกจากสังคม ควบคุมสิ่งที่ผู้ถูกกระทำทำ คนที่ผู้ถูกกระทำคุยด้วย สิ่งที่อ่าน หรือสถานที่ที่จะไป ห้ามไม่ให้ผู้ถูกกระทำออกไปข้างนอกหรือทำกิจกรรมในสังคม ผู้กระทำมักใช้ความหึงหวงเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกระทำของตนเอง


5. ใช้การลดทอน ปฏิเสธและกล่าวโทษผู้ถูกกระทำ (Minimizing, Denying and Blaming)

ผู้กระทำความรุนแรงลดทอนการกระทำรุนแรงตนเอง ทำให้ความรุนแรงเป็นเรื่องที่ปกติเล็กน้อย และเพิกเฉยต่อความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ ปฎิเสธว่าเกิดความรุนแรงขึ้น โยนความรับผิดชอบของพฤติกรรมรุนแรงให้ผู้ถูกกระทำว่าเป็นคนทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น


6. ใช้ลูกเป็นตัวประกัน (Using Children)

ผู้กระทำความรุนแรงทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกแย่โดยใช้ลูกเป็นเครื่องมือในการผูกมัด ข่มขู่ หรือเป็นข้ออ้างให้เข้าไปคุกคามผู้ถูกกระทำ


7. อ้างความเป็นชาย (Using Male Privilege)

ผู้กระทำอ้างความเป็นชายในการกระทำความรุนแรง โดยมองว่าผู้ถูกกระทำมีสิทธิกระทำความรุนแรงเนื่องจากเป็นเรื่องปกติของเพศชาย (อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่ผู้ชาย cis het เท่านั้นที่มี male privilege) มองว่าผู้ถูกกระทำซึ่งส่วนมากมักเป็นเพศหญิงเป็นเพียงวัตถุที่ใช้ตอบสนองความต้องการของตนเท่านั้น


8. ใช้การทำร้ายทางเศรษฐกิจ (Using Economic Abuse)

ผู้กระทำใช้อำนาจทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับและคุกคามผู้ถูกกระทำ ห้ามไม่ให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงมีอิสระทางการเงิน ห้ามทำงาน ทำให้ผู้ถูกกระทำต้องพึ่งพาผู้กระทำความรุนแรงในแง่ของการเงิน ควบคุมเงินหรือการใช้เงินของผู้ถูกกระทำ ปิดบังหรือห้ามไม่ให้ผู้ถูกกระทำเข้าถึงรายได้ของตนเองหรือครอบครัว


วัฏจักรความรุนแรง (Cycle of Abuse/Violence)

เป็นทฤษฎีวัฏจักรสังคมที่ใช้อธิบายรูปแบบพฤติกรรมความรุนแรงในความสัมพันธ์ เงื่อนไขที่ทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นรูปแบบวงจรของความรุนแรงที่เริ่มจากสถานการณ์ที่สงบนิ่ง ก่อนเปลี่ยนผ่านไปเป็นความรุนแรง และนำมาสู่การคืนดีก่อนจะวนกลับไปที่สถานการณ์อันสงบนิ่งอีกครั้ง

วัฏจักรความรุนแรงจะแบ่งเป็น 4 ขั้น โดยเริ่มจาก

1.การก่อตัวของความตึงเครียด​ (Tension building)

โดยเริ่มจากความตึงเครียดในความสัมพันธ์ที่เก็บสะสมไว้เริ่มเพิ่มขึ้น เป็นช่วงที่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น เป็นช่วงเหมือนพายุกำลังจะก่อตัวขึ้น


2. ช่วงที่เกิดความรุนแรงขึ้น (Incident)

เป็นช่วงที่ความรุนแรงทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรือความรุนแรงในรูปแบบอื่นเกิดขึ้น


3. ช่วงคืนดี (Reconciliation)

เป็นช่วงที่ผู้กระทำความรุนแรงแสดงอาการขอโทษ โดยมักใช้คำขอโทษจอมปลอม (Fauxpology เพื่อลดทอน เบี่ยงเบนความรับผิดชอบ หรือใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงที่กระทำไป Gaslight และกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของผู้ถูกกระทำที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น ในช่วงนี้ผู้กระทำความรุนแรงมักจะใช้การ Hoovering เพื่อดึงให้ผู้ถูกกระทำกลับเข้าสู่วังวนวัฏจักรความรุนแรงโดยอ้างว่า “ขอโอกาสครั้งสุด”และผู้กระทำ “เปลี่ยนไปแล้ว” เมื่อผู้ถูกกระทำยอมกลับไป ผู้กระทำความรุนแรงก็ยังคงกระทำความรุนแรงต่อไป


4. ช่วงสงบสุข (Calm)

เป็นช่วงที่ผู้กระทำความรุนแรงทำเหมือนกับความรุนแรงนั้นไม่เคยเกิดขึ้น


การกระทำความรุนแรงที่เกิดขึ้นมักจะวนเวียนกันไปเป็นวัฏจักรซ้ำแล้วซ้ำอีกเนื่องจากผู้กระทำความรุนแรงได้ใช้อำนาจและควบคุมครอบงำผู้ถูกกระทำไว้ อำนาจและตัวตนของผู้ถูกกระทำถูกกัดกร่อนจนไม่สามารถยืนหยัดและหนีออกจากความสัมพันธ์ได้ วัฏจักรนี้จะก่อตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ช่วงคืนดีในบางครั้งอาจจะสั้นลง ช่วงที่เป็นการก่อตัวองความตึงเครียด หรือช่วงที่เป็นความรุนแรงอาจจะยาวนาน หรือเกิดบ่อยขึ้น

สำหรับผู้ยังคงติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว คุณยังคงมีค่าและเข้มแข็ง สำหรับผู้ที่สามารถก้าวออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษได้สำเร็จ เราภูมิใจในตัวคุณ

มันไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายหากคุณรู้สึกอ่อนแอ มันไม่ใช่เรื่องผิดหากคุณต้องการออกมาจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ การกระทำความรุนแรงที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์นั้นไม่เคยเป็นความผิดของผู้ถูกกระทำ ทุกความรุนแรงในความสัมพันธ์ใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของผู้กระทำความรุนแรงเสมอ

34 views0 comments