Self-sacrificing mother: แม่ในอุดมคติ

“ม๊ากินอะไรก็ได้ที่หนูอยากกิน” เป็นประโยคที่เราได้ยินทุกครั้งที่ถามแม่ว่าวันนี้เราทานอะไรกันดี และถึงแม้จะพยายามคะคั้นคะยอถามกี่ครั้งคำตอบที่รับได้ก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ถ้าเธอตอบมาว่า ‘ตามใจลูกเลยแล้วกัน’ แล้วยังถูกคะคั้นคะยอให้คิดอยู่แบบนั้น

เธอจะเริ่มตอบกลับมาด้วยการไล่รายชื่อร้านอาหารที่เธอรู้ว่าเราชอบไปเรื่อย ๆ พร้อมกับคอยสังเกตสีหน้าว่าเราจะแสดงพิรุธออกมาว่าอยากทานร้านไหน ราวกับเธอไม่รู้ว่าตัวเองชอบอาหารอะไรเป็นพิเศษ หรือที่น่าหดหู่ใจกว่านั้นคือเธอพูดไปเรื่อยราวกับไม่คิดว่าความต้องการของเธอสลักสำคัญอะไร

ไม่ว่าคำถามจะคืออะไรคำตอบของเธอจะหนีไม่พ้นประโยคคลาสสิกว่า ‘ตามใจป๊า’ หรือไม่ก็ ‘ตามใจลูก’ เราแทบไม่ได้สังเกตเลยว่าแม่ไม่เคยพูดถึงร้านอาหารที่ชอบ หนังสือที่อยากอ่าน หรือแม้กระทั่งว่าวันนี้เธอวางแผนอยากทำอะไร ไม่ต้องพูดถึงความทะเยอทะยานและความฝันที่เราเองก็ไม่เคยคิดแม้แต่จะถาม

เราเคยคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และเอามาเล่าในเชิงยกย่องด้วยซ้ำว่าแม่ช่างเป็นคนที่เสียสละให้ครอบครัวเหลือเกิน เราไม่เคยตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่กันนะที่เธอตัดสินใจจะเสียสละความต้องการส่วนตัวเพื่อครอบครัว? เธอต้องการเสียสละมากขนาดนี้หรือเปล่านะ? แล้วทำไมเธอถึงต้องเสียสละด้วยล่ะ?

‘ความเสียสละ’ เป็นหนึ่งในหลากหลายคุณสมบัติที่สังคมคาดหวัง (หรืออาจเรียกได้ว่าคาดคั้นและกดดัน) จากคนเป็นแม่ เรามักคุ้นชินกับแนวคิดว่าคนเป็นแม่ต้องเสียสละ ต้องเอาความต้องการของลูกมาก่อนเสมอ และเพื่อที่จะเป็น ‘แม่ที่ดี’ ผู้หญิงถูกทำให้ต้องเสียสละความทะเยอทะยาน ความฝัน ความรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน และเป้าหมายส่วนตัวทั้งหมดเพื่อทำหน้าที่ในการเลี้ยงดูลูกอย่างเต็มที่ ราวกับว่าการเลี้ยงดูลูกนั้นเป็นความรับผิดชอบอย่างเดียวในชีวิตพวกเธอ


แม้การชื่นชมความทุ่มเทของแม่จะฟังดูเป็นเรื่องดี แต่วัฒธรรมการยกย่องความเสียสละของผู้เป็นแม่ส่งผลให้ผู้หญิงหลายคนไม่กล้าพูดถึงปัญหาที่พวกเธอต้องเจอในการเลี้ยงดูลูก และไม่กล้าเอ่ยปากเล่าถึงความต้องการของตัวเอง

เพราะกลัวว่าการต้องการเวลาส่วนตัว การอยากทำตามความฝัน หรืออยากเติบโตในอาชีพจะทำให้พวกเธอไม่สามารถเป็น ‘แม่ที่ดี’ ได้ตามบรรทัดฐานสังคมที่ตั้งมาตรฐานการเป็นแม่ที่ดีไว้สูงส่งจนเป็นอุดมคติที่ยากจะทำได้จริง

อุดมคติการเป็นแม่แสนดีผู้ทุ่มเทเสียสละส่งผลให้ความเป็นพ่อถูกลดบทบาทลงไป ความคาดหวังที่สังคมมีให้คนเป็นพ่อเรียกได้ว่าเป็นคนละมาตรฐานอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับคนเป็นแม่แล้วมีพ่อจำนวนไม่มากที่ถูกคาดหวังให้โบกมือลาความก้าวหน้าในอาชีพเพื่อทุ่มเทเวลาในการเลี้ยงดูลูก และเมื่อมีพ่อที่ตกลงทำแบบนั้นก็มักจะได้รับคำชื่นชมมากกว่าที่แม่ได้รับ เนื่องจากสังคมวางมาตรฐานเหล่านี้ไว้ที่ผู้เป็นแม่เรียบร้อยแล้ว หากพวกเธอทำสำเร็จตามนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่น่าชื่นชมแต่อย่างใด

“คนเราไม่ยอมรับแม่ที่ดื่มไวน์มากเกินไป ขึ้นเสียงใส่ลูก และเรียกลูกตัวเองว่าไอ้งี่เง่าหรอกนะ เรายอมรับพ่อที่ไม่สมบูรณ์แบบได้ แต่ยอมไม่ได้ถ้าแม่ทำผิดพลาดแบบนั้น เธอจะถูกวัดด้วยมาตรฐานที่สูงกว่าเสมอ และนั่นมันเฮงซวยมากแต่มันก็เป็นแบบนี้แหละ”

นี่คือบางส่วนของบทพูดจากภาพยนตร์เรื่อง Marraige Story (Netflix, 2020) ที่สร้างกระแสให้มายาคติของการเป็น ‘แม่ผู้สมบูรณ์แบบ’ ถูกนำมาพูดถึงและวิจารณ์ในวงกว้าง เพราะเป็นบทพูดที่กล่าวถึงความแตกต่างกันของความคาดหวังที่สังคมมีต่อความเป็นพ่อและความเป็นแม่

ปัญหาคือสังคมคาดหวังมากมายเหลือเกินจากผู้เป็นแม่จนลืมไปว่านอกเหนือจากการเป็นแม่แล้วเธอก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีความต้องการ ความรัก ความฝันที่อาจจะอยู่นอกเหนือหน้าที่ของเธอในฐานะแม่

แน่นอนว่าความเป็นแม่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนแต่นั่นไม่ควรเป็นคำอธิบายตัวตนทั้งหมดของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอไม่ควรต้องถูกกดดันให้ทิ้งตัวตนไปเพราะเลือกที่จะเป็นแม่ หรือรอจนลูกแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเองเพื่อที่เธอจะได้กลับมามีเวลาดูแลตัวเอง เธอเป็นแม่ แต่เธอก็เป็นอย่างอื่นที่มากกว่านั้นด้วย


สุดท้ายนี้เราอยากชวนให้เพื่อน ๆ ที่รู้สึกว่าแม่เรากำลังเป็นหนึ่งในผู้ที่โดนกดทับจากอุดมคติ ‘แม่ผู้สมบูรณ์แบบ’ ให้ร่วมกันตระหนักว่าแม่เรามีชีวิตเป็นของเธอเอง และเธออาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ


แต่หากเธอรักคุณและพยายามที่สุดแล้วที่จะใกล้เคียงความสมบูณณ์แบบที่สุดเท่าที่เธอทำได้ ก็ได้โปรดรักเธอในแบบที่เธอเป็น ส่งแรงใจให้เธอได้ทำตามความฝัน กระซิบบอกเธอว่าเธอไม่ต้องเสียสละมากขนาดนี้ก็ได้นะ (และอย่าลืมเน้นข้อนี้กับพ่อของคุณด้วย) แล้วใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักเธอกันนะคะ


แด่แม่ทุกคนที่มีความฝัน

แด่ลูกทุกคนที่กำลังทำความรู้จักผู้หญิงคนพิเศษ


69 views0 comments