WHITE VS. INTERSECTIONAL FEMINISM: คำตอบของการเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ



จากขบวนการ "ซัฟฟราเจ็ตต์" (Suffragette) ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้หญิงอังกฤษยุคใหม่ที่เริ่มมีบทบาททั้งทำงานนอกบ้านและเสียภาษีเหมือนกับผู้ชาย ได้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง จนมาถึงยุคเกิร์ลบอส (Girl boss) ที่ผู้หญิงต้องต่อสู้แสวงหาผลประโยชน์เพื่อให้ตนเองประสบความสำเร็จในที่ทำงานโดยมุ่งหวังว่าความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพวกเธอประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของตนเอง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของขบวนการเฟมินิสม์มักหมุนวนหรือมีศูนย์กลางอยู่ที่สตรีผิวขาว


เส้นทางการประสบความสำเร็จของเกิร์ลบอสหรือผู้บริหารหญิงผิวขาวมักแลกมากับการที่พวกเธแแสวงหาผลประโยชน์จากผู้หญิงที่มีอัตลักษณ์รูปแบบอื่น ในขณะที่พวกเธอออกไปทำงานรับใช้ทุนนิยมนอกบ้าน งานภายในบ้านของเธอก็อาจถูกโอนถ่ายไปที่ผู้หญิงผิวดำที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าที่ถูกจ้างมาเป็นแม่บ้านหรือพี่เลี้ยงเด็ก


ในขณะเดียวกันผู้หญิงผิวดำก็ยังคงถูกกดขี่จากผู้ชายผิวดำในครอบครัวของเธอ ผู้ชายผิวขาวในสังคม และในตอนนี้เธอก็ถูกกดขี่โดยผู้หญิงผิวขาวที่พยายามจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของเธอเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเธอมีความสามารถไม่น้อยไปกว่าผู้ชาย


เป้าหมายของเฟมินิสม์ผิวขาวจึงไม่ใช่การทุบทำลายรื้อถอนโครงสร้างสิ่งที่กดขี่ผู้หญิงอย่างปิตาธิปไตย ทุนนิยม จักรวรรดินิยม แต่เป็นการที่ตัวพวกเธอเองประสบความสำเร็จในฐานะปัจเจกบุคคล หรืออาจนิยามได้ว่าเฟมินิสม์ผิวขาวนั้นเป็นอุดมการณ์ที่ถูกครอบทับโดยทุนนิยม พวกเธอมองว่าการสะสมแหล่งอำนาจหรือทุนของปัจเจกบุคคลจะนำไปสู่ความเท่าเทียมทางเพศที่แท้จริง เพิกเฉยต่อปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทับซ้อนกันอยู่และรวบรวมแหล่งอำนาจมาไว้ที่ตัวปัจเจกบุคคลโดยไม่ถ่ายทอดหรือแบ่งปันให้กับผู้หญิงคนอื่น


WHITE FEMINISM: เราทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือเปล่า?


เฟมินิสม์ผิวขาวจึงยึดโยงกับลัทธิคนขาวสูงส่ง (White supremacy) ทุนนิยม การแบ่งแยกชนชั้นและการเกลียดชังคนข้ามเพศ อุดมการณ์และการเคลื่อนไหวของเฟมินิสม์ผิวขาวทอดทิ้งปัญหาและการกดขี่ที่ผู้หญิงข้ามเพศ เลสเบี้ยน ผู้หญิงจากกลุ่มชาติพันธ์ุ ผู้หญิงเอเชีย ผู้หญิงผิวดำ LGBTQIAN+ ต้องเผชิญ บดบังและเมินเฉยต่อการดิ้นรนของผู้หญิงเหล่านั้นด้วยการมองว่าปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศนั้นจะถูกแก้ไขได้ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละของปัจเจกบุคคล


ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าการเคลื่อนไหวของเฟมินิสต์ผิวขาวนั้นทอดทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์และการต่อสู้ของขบวนการเฟมินิสม์นั้นโน้มเอนไปในทิศทางที่โอบรับความแตกต่างหลากหลายและมุ่งมั่นทำลายโครงสร้างที่กดทับคนในสังคมมากขึ้น เสียงกู่ร้องและการดิ้นรนของผู้หญิงและกลุ่มคนชายขอบกลุ่มอื่นนั้นดังขึ้นและสั่นคลอนโครงสร้างที่กดหัวพวกเธอไว้


INTERSECTIONAL FEMINISM: เพราะเราไม่ได้ถูกกดขี่เพียงแค่ในมิติเดียว


มุมมองและแนวคิดที่ว่าการกดขี่และการถูกกดขี่นั้นเกิดขึ้นได้หลายมิติทับซ้อนกัน มนุษย์มีประสบการณ์ชีวิตและเผชิญกับการถูกเลือกปฎิบัติ หรือได้รับผลประโยชน์ที่แตกต่างกันโดยยึดโยงกับอัตลักษณ์ตัวตนของบุคคลนั้นๆ เฟมินิสม์แบบอำนาจทับซ้อน (Intersectional Feminism) จึงก้าวเข้ามาเป็นคำตอบของการปลดแอกจากความไม่เท่าเทียมทางเพศ


ใจความสำคัญของเฟมินิสม์แบบอำนาจทับซ้อนมองว่าการถูกกดขี่นั้นเกิดได้หลายมิติและทับซ้อนกัน ผู้ที่มีอยู่ในกลุ่มคนที่มีแหล่งอำนาจน้อยก็จะเสี่ยงต่อการถูกกดขี่มากขึ้นเท่านั้น กล่าวคือการจะเข้าใจเรื่องการกดขี่ทับซ้อน จะต้องเข้าใจเรื่อง อภิสิทธิ์ (Privilege) ซึ่งคือแหล่งอำนาจอันเป็นสถานะหรือโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่แต่ละบุคคลมีแตกต่างกันก่อน


การใช้อำนาจรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติ การควบคุม หรือการกดขี่ใดๆที่มีสาเหตุมาจากแหล่งอำนาจ อัตลักษณ์ตัวตนหรือสถานะทางสังคมที่ทับซ้อนหลากหลายไม่ว่าจะเป็น เพศ อายุ ชนชั้น ระดับการศึกษา ศาสนาความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง สภาพร่างกาย ชาติพันธุ์ หรือหน้าตา นั้นเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อการกดขี่หรือการถูกกดขี่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงข้ามเพศที่เป็นแรงงามข้ามชาติซึ่งถูกคุกคามทางเพศโดยนายจ้าง ในกรณีนี้ผู้หญิงข้ามเพศคนนี้ถูกกดขี่จากหลายมิติ ทั้งเรื่องเพศที่เธอต้องถูกสังคมรังเกียจตีตราเพราะเป็นผู้หญิงข้ามเพศและยังถูกคุกคามทางเพศโดยนายจ้าง เรื่องสถานะทางเศรษฐกิจสังคมหากเธอแจ้งความดำเนินคดีกับนายจ้าง เธออาจจะถูกไล่ออกจากงาน ยึดพาสปอร์ตและเอกสารทางราชการทำให้กลับประเทศหรือหางานทำใหม่ไม่ได้ หรือแม้กระทั่งการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เธออาจไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะเจ้าหน้าที่รัฐที่มีทัศนคติไม่ดีต่อแรงงานข้ามชาติหรืออาจถูกส่งกลับประเทศของตนก็ได้


เฟมินิสต์แบบอำนาจทับซ้อนจึงเปรียบเสมือนกับแว่นตาที่ทำให้เรามองเห็นว่าการกดขี่และความไม่เท่าเทียมหลายรูปแบบมักเชื่อมโยงถึงกันและทำให้การกดขี่และไม่เท่าเทียมเหล่านั้นรุนแรงขึ้น เราต่างล้วนประสบพบเจอกับการเลือกปฎิบัติกดขี่และความไม่เท่าเทียมทางเพศที่แตกต่างกันไป เราจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อปลดแอกรื้อถอนโครงสร้างที่กดขี่เราในทุกมิติ

เพราะโลกที่มีความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ใช่โลกที่เต็มไปด้วยเกิร์ลบอส หากแต่เป็นโลกที่มนุษย์ทุกคนไม่ว่าอัตลักษณ์ตัวตนหรือสถานะทางสังคมจะเป็นอย่างไร ไม่ถูกเลือกปฎิบัติและไม่ถูกทำร้ายจากโครงสร้างการกดขี่ทับซ้อนอีกต่อไป



...


การผลิตสื่อชุดนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


5 views0 comments