Yellow Fever : การลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงเอเชีย


"...HE WAS PRETTY MUCH FED UP, AND KIND OF AT [THE] END OF HIS ROPE, AND YESTERDAY WAS A REALLY BAD DAY FOR HIM AND THIS IS WHAT HE DID,”
“…เขาเหมือนจะหมดความอดทนกับทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว ตอนนั้นมันเหมือนกับฟางเส้นสุดท้ายของเขา และเมื่อวานนี้มันเป็นวันที่เลวร้ายมากสำหรับเขาจริงๆ เขาถึงได้ทำแบบนั้นลงไป” 
- CAPT JAY BAKER OF THE CHEROKEE COUNTY SHERIFFS OFFICE, interview regarding atlanta mass shooting 


การแพร่ระบาดของโควิด-19 จุดไฟแห่งความเกลียดชังชาวเอเชียขึ้นมา การเหยียดคนเอเชียที่เริ่มจากการมองว่าชาวเอเชียเป็นพาหะของไวรัสเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงมากมายกับชาวเอเชียที่อาศัยอยู่ในต่างแดน คนเอเชียถูกลดทอนความเป็นมนุษย์เป็นเพียง “ไวรัส” อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เชื้อชาติเอเชียถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ ชาวเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างแดนมักตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรรมด้วยเหตุแห่งความเกลียดชัง (Hate crime) เช่นเดียวกับเหตุการณ์กราดยิงที่แอตแลนต้า ผู้เสียชีวิต 6 คนจาก 8เป็นผู้หญิงชาวเอเชีย อาชญากรกล่าวกับตำรวจว่า เขาเสพติดเซ็กส์ (Sex Addiction) และการกราดยิงผู้หญิงชาวเอเชียนั้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการมองผู้หญิงเอเชียเป็นสิ่งยั่วยวนที่เขาต้องการใช้เพื่อดับไฟในจิตใจของเขา


“Asian Baby girl”, “ฉันได้ยินว่าจิ๋มผู้หญิงเอเชียฟิตมากๆ ขอลองได้ป่ะ” (I heard Asian pussies are tighter. Can I test yours out?), “นางพญามังกร (Dragon lady)”, “ดอกบัวแรกแย้ม (Lotus Blossom)” หรือ “แม่เสือสาว (Tigress)” ถ้อยคำที่แสดงคลั่งไคล้เหล่านี้เป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงชาวเอเชีย ความคลั่งไคล้อยากได้อยากครอบครองที่เกี่ยวโยงกับเชื้อชาติและการเหมารวมทางเพศของผู้ชายเชื้อชาติอื่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนขาว) ต่อผู้หญิงเอเชียสามารถถูกนิยามได้ด้วยคำว่า Yellow Fever ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเชื้อชาติและเพศอย่างชัดเจน เนื่องจากความสัมพันธ์นี้มักเป็นไปในรูปแบบที่ว่าเพศที่อำนาจมากกว่าและอยู่ในชาติพันธุ์ที่มีอำนาจมากกว่ามองว่าเพศที่อำนาจน้อยกว่าในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอำนาจด้อยกว่าสามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ Yellow Fever เริ่มมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม เมื่อทหารอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพในเอเชีย ความต้องการบริการทางเพศจากผู้หญิงเอเชียก็เพิ่มสูงขึ้น การพบเจอเกอิชาและผู้ให้บริการทางเพศ (Sex workers) สร้างภาพจำให้ผู้ชายผิวขาวเหล่านี้ว่าผู้หญิงเอเชียต้องเป็นคนอ่อนหวาน ยอมคน และชอบปรนนิบัติเอาอกเอาใจ วาทกรรมเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีกปากต่อปาก ผ่านสื่อเช่นมิสไซง่อน มาดามบัตเตอร์ฟลาย หรือ Memoirs of Geisha จนกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมปัจจุบัน และกลายเป็นสิ่งที่สร้างรากฐานความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศและเชื้อชาติกับผู้หญิงชาวเอเชียดังเช่นเหตุการณ์กราดยิงผู้หญิงเอเชียที่แอตแลนต้า

Yellow Fever แตกต่างจากความชอบส่วนตัว (Type) อย่างไร?

Yellow Fever เป็นความคลั่งไคล้ทางเพศที่มีรากฐานมาจากการแบ่งแยกเชื้อชาติและการเหมารวมทางเพศต่อผู้หญิงเอเชีย อัตลักษณ์ของผู้หญิงเอเชียถูกทำให้เป็นวัตถุทางเพศ(objectify) ทำให้เป็นเรื่องเพศอย่างสุดโต่ง (hypersexualize) และถูกทำให้เป็นความคลั่งไคล้ทางเพศ (fetish) ผ่าน Yellow fever ซึ่งแตกต่างจากความชอบส่วนตัวในแง่ที่ว่า ความชอบส่วนตัวนั้นไม่ได้มาจากการมองเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่งแล้วเหมารวมว่า คนจากเชื้อชาตินี้จะต้องมีนิสัยแบบนี้ มีคุณค่าแบบนี้ หรือคาดหวังว่าคนจากเชื้อชาตินี้จะต้องแสดงออกแบบนี้ในฐานะคู่รัก ความชอบส่วนตัวหรือเสปคนั้นไม่ควรเกี่ยวโยงกับเชื้อชาติ เช่นเดียวกับการมีจินตนาการทางเพศ(sexual fantasy) ที่ไม่ควรเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงสามารถเลือกที่แสดงบทบาทแคทวูแมนบนเตียงได้หาพวกเธอต้องการ แต่ผู้หญิงเอเชียนั้นไม่สามารถเลือกที่จะยินยอมได้หากผู้ชายมองพวกเธอเป็นเกอิชา นางพญามังกร (Dragon lady) หรือคิดว่าเธอต้องมีองค์ประกอบของสาวเอเชียที่อ่อนหวาน จิ๋มฟิต ยอมคนและชอบปรนนิบัติเมื่อเธอเดินผ่านไป พวกเธอไม่สามารถเปลี่ยนเชื้อชาติได้ แต่สังคมเลือกได้ที่จะไม่ผลิตซ้ำการเหมารวมและการลดทอนความเป็นมนุษย์ของพวกเธอ

"เมื่อผู้คนลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น พวกเขาได้เผยแพร่ความก้าวร้าวและสนับสนุนความโหดร้ายรุนแรงที่เกิดขึ้นเช่นกัน” (When people dehumanize others, they actually conceive of them as subhuman, This releases aggression and inhibitions against cruelty)

แด่ Delaina Ashley Yaun, Xiaojie Tan, Daoyou Feng หญิงเอเชียทุกคน รวมถึงชาวเอเชียทุกคนที่เผชิญกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ #StopAsianHate



13 views0 comments